ทนายเอ๊กซ์.com
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
กลับหน้าบทความ

การขอพิจารณาใหม่ในคดีภาษีอากร

# แพ้คดีภาษีแล้วจบเลยหรือไม่? บทเรียนเรื่อง "การขอให้พิจารณาใหม่" จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3867/2560

ถูกสรรพากรปฏิเสธแล้ว ยังมีโอกาสกลับมาสู้ใหม่ได้หรือไม่?

ผู้เสียภาษีจำนวนมากเข้าใจว่า

เมื่อกรมสรรพากรมีคำสั่งแล้ว
หรือเมื่ออุทธรณ์ภาษีแล้วไม่ได้รับการแก้ไข

คดีย่อมสิ้นสุดลงทันที

แต่ความจริงแล้ว กฎหมายปกครองไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถ "ขอให้พิจารณาใหม่" ได้ในบางกรณี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3867/2560 เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า

> แม้เคยถูกปฏิเสธสิทธิไปแล้ว หากภายหลังมีข้อเท็จจริงใหม่ หรือหน่วยงานรัฐเปลี่ยนแนวทางตีความกฎหมาย ผู้เสียภาษีอาจมีสิทธิขอให้หน่วยงานพิจารณาเรื่องเดิมใหม่ได้

---

จุดเริ่มต้นของคดี

โจทก์เคยยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

กรมสรรพากรมีคำสั่งไม่คืนภาษี

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

ต่อมากรมสรรพากรมีคำวินิจฉัยยืนตามเดิม

ดูเหมือนเรื่องจะจบลงแล้ว

แต่หลายปีต่อมา กรมสรรพากรได้ออกแนวปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับการตีความสิทธิยกเว้นภาษีในกรณีลักษณะเดียวกัน

ซึ่งเป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี

โจทก์จึงยื่นหนังสือขอให้กรมสรรพากรทบทวนคำสั่งเดิมอีกครั้ง

---

กรมสรรพากรรับพิจารณาใหม่

ประเด็นสำคัญในคดีไม่ได้อยู่ที่เรื่องภาษีเพียงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่คำถามว่า

> เมื่อเคยมีคำสั่งไปแล้ว หน่วยงานรัฐสามารถนำเรื่องเดิมกลับมาพิจารณาใหม่ได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ภายใต้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

คำสั่งทางปกครองที่ออกไปแล้ว

อาจถูกขอให้พิจารณาใหม่ได้

หากมีเหตุที่กฎหมายกำหนด

---

หลักการสำคัญของการพิจารณาใหม่

กฎหมายไม่ได้ต้องการให้ประชาชนเสียสิทธิอย่างถาวรเพียงเพราะคำสั่งฉบับแรก

หากภายหลังปรากฏว่า

* มีข้อเท็จจริงใหม่
* มีพยานหลักฐานใหม่
* มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติของหน่วยงาน
* มีการตีความกฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่ประชาชน

หน่วยงานทางปกครองสามารถรับเรื่องนั้นกลับมาพิจารณาใหม่ได้

---

ทำไมคดีนี้จึงสำคัญ

ในคดีนี้

เดิมกรมสรรพากรเคยตีความว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษี

แต่ภายหลังกรมสรรพากรมีบันทึกซักซ้อมความเข้าใจและแนวปฏิบัติใหม่

ซึ่งชี้ว่า

ผู้เสียภาษีในลักษณะเดียวกับโจทก์อาจได้รับสิทธิยกเว้นภาษี

นั่นหมายความว่า

พื้นฐานทางกฎหมายที่ใช้วินิจฉัยเรื่องเดิมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ศาลจึงเห็นว่า

การที่โจทก์ยื่นขอให้พิจารณาใหม่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย

ไม่ใช่การนำเรื่องเดิมมาฟ้องซ้ำ

---

คำสั่งใหม่ ก่อสิทธิฟ้องใหม่

ประเด็นที่สำคัญมากสำหรับนักกฎหมายภาษี คือ

เมื่อหน่วยงานรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่แล้ว

และมีหนังสือตอบกลับ

หนังสือตอบกลับดังกล่าวอาจถือเป็น

"คำสั่งทางปกครองฉบับใหม่"

ได้

ดังนั้น

แม้ผู้เสียภาษีจะไม่ได้ฟ้องคำสั่งเดิมภายในกำหนดเวลา

แต่หากภายหลังมีการขอให้พิจารณาใหม่

และหน่วยงานมีคำสั่งใหม่ออกมา

ผู้เสียภาษีย่อมมีสิทธิฟ้องโต้แย้งคำสั่งฉบับใหม่นั้นได้

---

บทเรียนสำหรับคดีภาษีอากร

คดีนี้สอนให้เห็นว่า

การถูกปฏิเสธคำขอครั้งแรกไม่ได้หมายความว่าประตูจะปิดตลอดไป

หากต่อมามี

* คำพิพากษาศาลฎีกาใหม่
* คำวินิจฉัยคณะกรรมการใหม่
* แนวปฏิบัติกรมสรรพากรใหม่
* หนังสือตอบข้อหารือใหม่
* การแก้ไขกฎหมายหรือกฎกระทรวง

ที่อาจส่งผลต่อสิทธิของผู้เสียภาษี

ผู้เสียภาษีควรพิจารณาว่ามีเหตุเพียงพอที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่หรือไม่

---

ข้อควรระวัง

อย่างไรก็ตาม

การพิจารณาใหม่ไม่ใช่ช่องทางอุทธรณ์รอบที่สอง

ไม่ใช่ว่าไม่พอใจคำสั่งเดิมแล้วจะยื่นใหม่ได้ตลอดเวลา

ผู้ร้องต้องแสดงให้เห็นว่า

มีเหตุใหม่ที่สำคัญเกิดขึ้นภายหลัง

หรือมีข้อเท็จจริงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

จึงจะมีโอกาสได้รับการพิจารณาใหม่

---

สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3867/2560 วางหลักสำคัญว่า

> คำสั่งทางปกครองในคดีภาษีอากรที่เคยมีไปแล้ว อาจถูกขอให้พิจารณาใหม่ได้ หากมีข้อเท็จจริงใหม่ พยานหลักฐานใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติทางกฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี

และเมื่อหน่วยงานรับพิจารณาใหม่แล้วมีคำสั่งออกมา

คำสั่งดังกล่าวอาจเป็นคำสั่งทางปกครองฉบับใหม่ที่ผู้เสียภาษีมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้อีกครั้ง

นี่จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้เสียภาษี นักบัญชี และนักกฎหมายภาษี เพราะแสดงให้เห็นว่า

> "การแพ้ครั้งแรก อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของสิทธิ หากต่อมามีเหตุใหม่ที่กฎหมายรับรองให้กลับมาพิจารณาได้อีกครั้ง"