ทนายเอ๊กซ์.com
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
กลับหน้าบทความ

ขายที่ดินต่ำกว่าราคาประเมิน ระวังสรรพากรประเมินเพิ่ม! บทเรียนจากฎีกา 702/2552

04/06/2026

ขายที่ดินราคาถูก ภาษีจะคิดตามราคาขายจริงเสมอหรือไม่?

ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า

เมื่อมีการขายที่ดิน หากระบุราคาซื้อขายในสัญญาเท่าใด ก็สามารถนำราคาดังกล่าวมาบันทึกรายได้เพื่อคำนวณภาษีได้

แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 702/2552 แสดงให้เห็นว่า

หากราคาขายต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ สรรพากรอาจมีอำนาจประเมินรายได้เพิ่มได้

ข้อเท็จจริงของคดี

บริษัทแห่งหนึ่งประกอบธุรกิจพัฒนาที่ดิน

ได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นหลายแปลงและทยอยขายให้ลูกค้า

เมื่อตรวจสอบภายหลัง สรรพากรพบว่า

บางแปลงมีราคาซื้อขายตามสัญญาต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ณ สำนักงานที่ดิน

นอกจากนี้ ยังพบว่าบางรายการมีการบันทึกรายได้ในบัญชีต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงอีกด้วย

เจ้าพนักงานประเมินจึงนำราคาประเมินทุนทรัพย์มาใช้เป็น "ราคาตลาด" และประเมินรายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น

ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร

ศาลฎีกาเห็นว่า

ที่ดินที่ขายทั้งหมดเป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเดียวกัน

มีสภาพทำเลใกล้เคียงกัน

ติดถนน

มีระบบสาธารณูปโภคคล้ายกัน

และขายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

เมื่อปรากฏว่าบางแปลงขายต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์

เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นราคาตลาดในการประเมินรายได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ได้

ดังนั้น ผู้ประกอบการไม่อาจอ้างได้เสมอไปว่า

"ขายจริงราคาเท่านี้"

หากข้อเท็จจริงบ่งชี้ว่าราคาดังกล่าวต่ำกว่าราคาตลาดอย่างผิดปกติ

เงินสดก้อนใหญ่ในบริษัท กลายเป็นดอกเบี้ยรับได้หรือไม่?

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ

บริษัทได้รับเงินจากการขายที่ดินกว่า 66 ล้านบาท

แต่ไม่นำไปฝากธนาคาร

ไม่นำไปชำระหนี้

และไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเงินดังกล่าวถูกใช้เพื่อกิจการ

สรรพากรจึงมองว่า

กรรมการอาจนำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์

เสมือนเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย

จึงประเมิน "ดอกเบี้ยรับ" เพิ่มให้บริษัท

ศาลเห็นด้วยกับสรรพากรในส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคล

ศาลฎีกาเห็นว่า

การที่บริษัทถือเงินสดจำนวนมากไว้โดยไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนใด ๆ

ทั้งที่ยังมีภาระหนี้สินซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยอยู่

ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจตามปกติ

สรรพากรจึงมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยรับตามราคาตลาดได้

และนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมได้

แต่ศาลไม่เห็นด้วยเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะ

แม้ศาลจะเห็นด้วยกับการประเมินดอกเบี้ยรับในส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคล

แต่ศาลกลับไม่เห็นด้วยกับการเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ

เพราะการจะเข้าข่ายเสียภาษีธุรกิจเฉพาะฐาน

"ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์"

ต้องมีลักษณะสำคัญ 2 ประการ คือ

มีการให้กู้ยืมเพื่อหากำไร
ทำเป็นกิจการปกติอย่างต่อเนื่อง

คดีนี้ไม่ปรากฏว่าบริษัทประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินเป็นปกติ

ไม่เคยมีประวัติประกอบกิจการเช่นนั้นมาก่อน

จึงยังไม่ถือว่าเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์

ดังนั้น การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

บทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

ฎีกาฉบับนี้ให้บทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่อง

1. ราคาขายต่ำกว่าราคาประเมินมีความเสี่ยงทางภาษี

โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

หากราคาขายต่ำผิดปกติ

สรรพากรอาจใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เป็นฐานในการประเมินรายได้เพิ่มได้

2. เงินสดจำนวนมากควรมีที่มาที่ไปชัดเจน

หากบริษัทถือเงินสดจำนวนมากไว้เป็นเวลานาน

โดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ

อาจถูกสรรพากรตั้งข้อสงสัยและประเมินรายได้จากดอกเบี้ยเพิ่มได้

3. ไม่ใช่ทุกการให้กู้ยืมจะเป็นกิจการเยี่ยงธนาคาร

การจะถูกจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในฐานประกอบกิจการเยี่ยงธนาคาร

ต้องมีลักษณะประกอบธุรกิจดังกล่าวเป็นปกติและต่อเนื่อง

ไม่ใช่เพียงมีเงินคงเหลือหรือมีธุรกรรมบางครั้งบางคราว

สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 702/2552 วางหลักสำคัญว่า

สรรพากรสามารถใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เป็นราคาตลาดในการประเมินรายได้จากการขายที่ดินได้ หากราคาขายต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทที่ถือเงินสดจำนวนมากโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจอาจถูกประเมินดอกเบี้ยรับเพิ่มเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล
แต่การถือเงินสดหรือการให้กู้ยืมเป็นครั้งคราว ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์อันต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ฎีกานี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ นักบัญชี และที่ปรึกษาภาษีที่ต้องวางแผนธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินและการบริหารเงินสดของบริษัทอย่างรอบคอบ