คณะบุคคลเพื่อประหยัดภาษี ทำได้แค่ไหน? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6898/2559
ข้อเท็จจริงของคดี
โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่ง ต่อมาได้อ้างว่าแบ่งหุ้นบางส่วนให้แก่บุตร 2 คน ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และร่วมกันจัดตั้ง "คณะบุคคลเจริญมิตร" เพื่อถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว
หลังจากนั้นคณะบุคคลได้รับเงินปันผลจากบริษัทจำนวนกว่า 5 ล้านบาท และนำเครดิตภาษีเงินปันผลมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้เกิดภาษีชำระเกินจำนวน 467,200 บาท จึงยื่นคำขอคืนภาษี
กรมสรรพากรมีคำสั่งไม่คืนภาษี โดยเห็นว่าเงินปันผลดังกล่าวเป็นเงินได้ของบุคคลแต่ละคนที่ร่วมในคณะบุคคล ไม่ใช่เงินได้ของคณะบุคคลที่จะมีสิทธิขอคืนภาษี
คดีจึงเข้าสู่การพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง และต่อมาถึงศาลฎีกา
ประเด็นสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัย
คณะบุคคลเจริญมิตรมีสถานะเป็น "คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล" ตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่
หากเป็นคณะบุคคลโดยชอบ ก็อาจมีสิทธิได้รับเครดิตภาษีและขอคืนภาษีได้
แต่หากมิใช่คณะบุคคลที่แท้จริง ก็ไม่มีสิทธิขอคืนภาษี
เหตุผลที่ศาลฎีกายกฟ้อง
ศาลฎีกาพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมดแล้วเห็นว่า การจัดตั้งคณะบุคคลในคดีนี้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นคณะบุคคลที่แท้จริง
1. ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการโอนหุ้นให้บุตรจริง
แม้โจทก์จะอ้างว่าแบ่งหุ้นให้แก่บุตรทั้งสองคนแล้ว
แต่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า
โอนหุ้นจำนวนเท่าใด
โอนเมื่อใด
มีการเปลี่ยนแปลงทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือไม่
พยานของโจทก์เพียงกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีรายละเอียดรองรับ
ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักน้อย
2. บุตรไม่ได้รับประโยชน์จากเงินปันผลจริง
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า
เงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทไม่ได้มีการแบ่งจ่ายให้แก่บุตรทั้งสองคน
แต่ถูกเก็บสะสมไว้ภายใต้การควบคุมของโจทก์ที่ 1 เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในอนาคต
ศาลจึงเห็นว่า
ดอกผลจากหุ้นไม่ได้ตกแก่บุตรทั้งสองอย่างแท้จริง
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังคงอยู่กับโจทก์ที่ 1
3. ไม่มีการดำเนินกิจการร่วมกันในฐานะคณะบุคคล
แม้จะมีสัญญาจัดตั้งคณะบุคคล
แต่หลังจากจัดตั้งแล้วไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่แสดงว่ามีการดำเนินงานร่วมกันจริง
ทุกอย่างยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของโจทก์ที่ 1 เพียงคนเดียว
4. มีลักษณะเป็นการสร้างหน่วยภาษีขึ้นใหม่
ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า
การนำบุตรเข้ามาเป็นสมาชิกคณะบุคคลมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้าง "หน่วยภาษี" ขึ้นมาใหม่
เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น
การกระจายฐานภาษี
การใช้เครดิตภาษี
การขอคืนภาษี
มากกว่าการร่วมลงทุนหรือถือครองทรัพย์สินร่วมกันอย่างแท้จริง
หลักกฎหมายที่สำคัญจากคำพิพากษานี้
ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงรูปแบบของเอกสาร
แม้จะมี
สัญญาจัดตั้งคณะบุคคล
เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
การจดทะเบียนต่าง ๆ
แต่หากข้อเท็จจริงแสดงว่า
ผู้ร่วมคณะบุคคลไม่มีสิทธิในทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อย่างแท้จริง
ศาลย่อมวินิจฉัยได้ว่าคณะบุคคลดังกล่าวไม่มีตัวตนในทางภาษีอากร
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
"ภาษีดูที่เนื้อหาของธุรกรรมมากกว่ารูปแบบของเอกสาร"
บทเรียนสำหรับผู้เสียภาษี
คำพิพากษานี้เป็นสัญญาณสำคัญว่า
การวางแผนภาษีสามารถทำได้
แต่ต้องตั้งอยู่บนธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง
หากมีการโอนหุ้นให้บุตรหรือบุคคลอื่น
ควรมีหลักฐานที่ชัดเจน เช่น
การโอนหุ้นตามกฎหมาย
การแก้ไขทะเบียนผู้ถือหุ้น
การได้รับสิทธิในเงินปันผลจริง
การได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริง
หากมีเพียงเอกสารจัดตั้งคณะบุคคล แต่การควบคุมทรัพย์สินและผลประโยชน์ยังอยู่กับบุคคลเดิมทั้งหมด
กรมสรรพากรและศาลอาจมองว่าเป็นเพียงการจัดรูปแบบธุรกรรมเพื่อประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6898/2559 วางหลักสำคัญว่า การเป็น "คณะบุคคล" ตามประมวลรัษฎากรจะต้องมีความเป็นจริงทั้งในด้านสิทธิ ความเป็นเจ้าของ และการได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
การมีสัญญาจัดตั้งคณะบุคคลหรือมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
หากข้อเท็จจริงแสดงว่าทรัพย์สินยังเป็นของบุคคลเดิม และผู้ร่วมคณะบุคคลไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ศาลอาจถือว่าเป็นเพียงการสร้างหน่วยภาษีขึ้นมาเพื่อประหยัดภาษี และไม่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่อ้างได้
⚖️ ทดลองใช้งาน AI ด้านกฎหมาย
ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่มีปัญหากฎหมายหรือผู้ทำงานด้านกฎหมาย สามารถใช้ AI ช่วยค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อกฎหมายเพิ่มเติม หรือสรุปประเด็นจากเอกสารจำนวนมากได้ทันที
ผู้ช่วยด้านกฎหมาย AI เริ่มใช้งาน AI