ทนายเอ๊กซ์.com
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
กลับหน้าบทความ

ขายหุ้นก่อนรับเงินปันผล ยังได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่? บทเรียนจากฎีกา 314/2559

04/06/2026

ขายหุ้นออกไปแล้ว แต่ยังได้รับเงินปันผล

หลายบริษัทอาจเคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

บริษัท A ถือหุ้นในบริษัท B

ต่อมาบริษัท A ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดออกไป

แต่ภายหลังกลับยังมีสิทธิได้รับเงินปันผลจากบริษัท B เนื่องจากเป็นผู้มีชื่ออยู่ในวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น

คำถามสำคัญคือ

เงินปันผลดังกล่าวยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่?

และ

บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2559 ได้ให้คำตอบไว้อย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริงของคดี

บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลเป็นบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

ผู้รับเงินปันผลคือบริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

ซึ่งถือหุ้นในบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลมากกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง

ต่อมา

บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลเคยถือหุ้นในบริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) อยู่เช่นกัน

แต่ได้ขายหุ้นทั้งหมดออกไปเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550

หลังจากนั้น

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2550

บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อกำหนดสิทธิรับเงินปันผล

และจ่ายเงินปันผลให้แก่บริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)

โดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย

สรรพากรเห็นว่าควรต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย จึงออกหนังสือประเมินภาษีเพิ่มเติม

ประเด็นสำคัญของคดี

ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) (ข)

ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินปันผลระหว่างบริษัทไทย

แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่า

ผู้จ่ายเงินปันผลจะต้องไม่ถือหุ้นในผู้รับเงินปันผล ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

สรรพากรตีความว่า

ต้องตรวจสอบตลอดรอบระยะเวลาบัญชี

กล่าวคือ หากเคยถือหุ้นกันในช่วงใดช่วงหนึ่งของปี ก็ไม่ควรได้รับสิทธิยกเว้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร

ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับแนวตีความของสรรพากร

ศาลวินิจฉัยว่า

วันที่สำคัญในการพิจารณาเงื่อนไขตามมาตรา 65 ทวิ (10) (ข)

คือ

วันที่ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อกำหนดสิทธิรับเงินปันผล

ในคดีนี้

ก่อนถึงวันดังกล่าว

บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลได้ขายหุ้นทั้งหมดในบริษัทผู้รับเงินปันผลไปแล้ว

จึงไม่มีการถือหุ้นไขว้กันอีกต่อไป

ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม

ส่งผลให้เงื่อนไขตามกฎหมายครบถ้วน

มติกรมสรรพากรไม่อาจขยายเงื่อนไขของกฎหมาย

ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ

สรรพากรอ้างมติคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ (กพอ.) ที่กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมว่า

บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลต้องไม่ถือหุ้นในผู้รับเงินปันผลตลอดช่วงเวลาตั้งแต่รอบบัญชีที่เป็นฐานในการจ่ายเงินปันผลจนถึงวันที่ได้รับเงินปันผล

แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มติดังกล่าวเป็นการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมจากที่กฎหมายบัญญัติไว้

จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีได้

หลักกฎหมายภาษีอากรต้องตีความตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ไม่อาจขยายความโดยอาศัยคำสั่งหรือมติทางปกครองให้ผู้เสียภาษีเสียสิทธิเพิ่มขึ้นได้

ผลของคดี

เมื่อบริษัทผู้รับเงินปันผล

ถือหุ้นในบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลเกินร้อยละ 25

และในวันกำหนดสิทธิรับเงินปันผล

ไม่มีการถือหุ้นไขว้กันอีกต่อไป

เงินปันผลที่ได้รับจึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งจำนวน

ดังนั้น

บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลจึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

การประเมินภาษีของสรรพากรจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

บทเรียนสำคัญสำหรับกลุ่มบริษัท

ฎีกาฉบับนี้ให้บทเรียนสำคัญหลายประการ

1. วันกำหนดสิทธิรับเงินปันผลมีความสำคัญมาก

การตรวจสอบเงื่อนไขการยกเว้นภาษีต้องดูข้อเท็จจริงในวันที่ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นหรือวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น

ไม่ใช่ดูตลอดทั้งรอบบัญชี

2. การปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทต้องวางแผนลำดับเวลา

การขายหุ้น การควบรวมกิจการ หรือการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น

อาจส่งผลโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินปันผล

หากวางแผนจังหวะเวลาอย่างถูกต้อง อาจช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ

3. มติหรือแนวปฏิบัติของหน่วยงานรัฐต้องไม่ขัดกฎหมาย

หากมติหรือคำสั่งทางปกครองกำหนดเงื่อนไขเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ

ศาลอาจไม่รับรองการบังคับใช้

สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2559 วางหลักว่า

การพิจารณาสิทธิยกเว้นภาษีเงินปันผลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) (ข) ต้องพิจารณาจากสถานะการถือหุ้นในวันที่กำหนดสิทธิรับเงินปันผล

หากในวันดังกล่าวไม่มีการถือหุ้นไขว้กันอีกต่อไป แม้ก่อนหน้านั้นจะเคยถือหุ้นกันอยู่ก็ตาม

ผู้รับเงินปันผลยังคงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามกฎหมาย

และบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

ฎีกานี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญสำหรับการวางโครงสร้างการถือหุ้น การจ่ายเงินปันผล และการวางแผนภาษีในกลุ่มบริษัทไทย