ขายหุ้นก่อนรับเงินปันผล ยังได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่? บทเรียนจากฎีกา 314/2559
ขายหุ้นออกไปแล้ว แต่ยังได้รับเงินปันผล
หลายบริษัทอาจเคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
บริษัท A ถือหุ้นในบริษัท B
ต่อมาบริษัท A ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดออกไป
แต่ภายหลังกลับยังมีสิทธิได้รับเงินปันผลจากบริษัท B เนื่องจากเป็นผู้มีชื่ออยู่ในวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น
คำถามสำคัญคือ
เงินปันผลดังกล่าวยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่?
และ
บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2559 ได้ให้คำตอบไว้อย่างชัดเจน
ข้อเท็จจริงของคดี
บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลเป็นบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
ผู้รับเงินปันผลคือบริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
ซึ่งถือหุ้นในบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลมากกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง
ต่อมา
บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลเคยถือหุ้นในบริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) อยู่เช่นกัน
แต่ได้ขายหุ้นทั้งหมดออกไปเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550
หลังจากนั้น
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2550
บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อกำหนดสิทธิรับเงินปันผล
และจ่ายเงินปันผลให้แก่บริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
โดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย
สรรพากรเห็นว่าควรต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย จึงออกหนังสือประเมินภาษีเพิ่มเติม
ประเด็นสำคัญของคดี
ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) (ข)
ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินปันผลระหว่างบริษัทไทย
แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่า
ผู้จ่ายเงินปันผลจะต้องไม่ถือหุ้นในผู้รับเงินปันผล ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
สรรพากรตีความว่า
ต้องตรวจสอบตลอดรอบระยะเวลาบัญชี
กล่าวคือ หากเคยถือหุ้นกันในช่วงใดช่วงหนึ่งของปี ก็ไม่ควรได้รับสิทธิยกเว้น
ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร
ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับแนวตีความของสรรพากร
ศาลวินิจฉัยว่า
วันที่สำคัญในการพิจารณาเงื่อนไขตามมาตรา 65 ทวิ (10) (ข)
คือ
วันที่ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อกำหนดสิทธิรับเงินปันผล
ในคดีนี้
ก่อนถึงวันดังกล่าว
บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลได้ขายหุ้นทั้งหมดในบริษัทผู้รับเงินปันผลไปแล้ว
จึงไม่มีการถือหุ้นไขว้กันอีกต่อไป
ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
ส่งผลให้เงื่อนไขตามกฎหมายครบถ้วน
มติกรมสรรพากรไม่อาจขยายเงื่อนไขของกฎหมาย
ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ
สรรพากรอ้างมติคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ (กพอ.) ที่กำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมว่า
บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลต้องไม่ถือหุ้นในผู้รับเงินปันผลตลอดช่วงเวลาตั้งแต่รอบบัญชีที่เป็นฐานในการจ่ายเงินปันผลจนถึงวันที่ได้รับเงินปันผล
แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
มติดังกล่าวเป็นการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมจากที่กฎหมายบัญญัติไว้
จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีได้
หลักกฎหมายภาษีอากรต้องตีความตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ไม่อาจขยายความโดยอาศัยคำสั่งหรือมติทางปกครองให้ผู้เสียภาษีเสียสิทธิเพิ่มขึ้นได้
ผลของคดี
เมื่อบริษัทผู้รับเงินปันผล
ถือหุ้นในบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลเกินร้อยละ 25
และในวันกำหนดสิทธิรับเงินปันผล
ไม่มีการถือหุ้นไขว้กันอีกต่อไป
เงินปันผลที่ได้รับจึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งจำนวน
ดังนั้น
บริษัทผู้จ่ายเงินปันผลจึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย
การประเมินภาษีของสรรพากรจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
บทเรียนสำคัญสำหรับกลุ่มบริษัท
ฎีกาฉบับนี้ให้บทเรียนสำคัญหลายประการ
1. วันกำหนดสิทธิรับเงินปันผลมีความสำคัญมาก
การตรวจสอบเงื่อนไขการยกเว้นภาษีต้องดูข้อเท็จจริงในวันที่ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นหรือวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น
ไม่ใช่ดูตลอดทั้งรอบบัญชี
2. การปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทต้องวางแผนลำดับเวลา
การขายหุ้น การควบรวมกิจการ หรือการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น
อาจส่งผลโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินปันผล
หากวางแผนจังหวะเวลาอย่างถูกต้อง อาจช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ
3. มติหรือแนวปฏิบัติของหน่วยงานรัฐต้องไม่ขัดกฎหมาย
หากมติหรือคำสั่งทางปกครองกำหนดเงื่อนไขเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ
ศาลอาจไม่รับรองการบังคับใช้
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2559 วางหลักว่า
การพิจารณาสิทธิยกเว้นภาษีเงินปันผลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) (ข) ต้องพิจารณาจากสถานะการถือหุ้นในวันที่กำหนดสิทธิรับเงินปันผล
หากในวันดังกล่าวไม่มีการถือหุ้นไขว้กันอีกต่อไป แม้ก่อนหน้านั้นจะเคยถือหุ้นกันอยู่ก็ตาม
ผู้รับเงินปันผลยังคงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามกฎหมาย
และบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย
ฎีกานี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญสำหรับการวางโครงสร้างการถือหุ้น การจ่ายเงินปันผล และการวางแผนภาษีในกลุ่มบริษัทไทย