คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3773/2532 : ผู้รับเหมาก่อสร้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่? หลักสำคัญที่ผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมาควรรู้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3773/2532 : ผู้รับเหมาก่อสร้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่? หลักสำคัญที่ผู้ว่าจ้างและผู้รับเหมาควรรู้
การว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างบ้าน อาคาร หรืออาคารพาณิชย์ เป็นธุรกรรมที่พบได้เป็นประจำ แต่ประเด็นหนึ่งที่มักสร้างความสับสนแก่ผู้ว่าจ้าง คือ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าจ้างผู้รับเหมาหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3773/2532 ได้วางหลักกฎหมายที่สำคัญไว้ว่า การจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่นั้น ไม่ได้พิจารณาจากชื่อของสัญญา แต่ต้องพิจารณาจากลักษณะความสัมพันธ์และหน้าที่ของคู่สัญญาเป็นสำคัญ
ข้อเท็จจริงของคดี
โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างตึกแถว โดยมีข้อตกลงว่า
- โจทก์เป็นผู้จัดหาและซื้อวัสดุก่อสร้างทั้งหมด
- ผู้รับเหมามีหน้าที่เพียงจัดหาคนงานมาทำงานก่อสร้าง
- ผู้รับเหมารับผิดชอบจ่ายค่าแรงให้แก่คนงานเอง
- หากงานล่าช้าจนต้องเพิ่มจำนวนคนงาน ผู้รับเหมาต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง โจทก์ไม่ต้องรับผิด
ต่อมา เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าเงินที่โจทก์จ่ายให้ผู้รับเหมาเป็น ค่าจ้างแรงงาน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย แต่โจทก์มิได้ดำเนินการ จึงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงนำคดีขึ้นสู่ศาล
ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้รับเหมาจะจัดหาคนงานเข้ามาทำงานก่อสร้าง แต่ลักษณะของสัญญาในคดีนี้มิใช่การจ้างแรงงาน
เหตุผลสำคัญ ได้แก่
- ผู้รับเหมามีอิสระในการจัดหาคนงาน
- ผู้รับเหมารับผิดชอบค่าแรงทั้งหมด
- หากต้องเพิ่มคนงาน ผู้รับเหมารับภาระค่าใช้จ่ายเอง
- ผู้รับเหมารับความเสี่ยงในการดำเนินงาน
ดังนั้น เงินที่โจทก์จ่ายให้ผู้รับเหมาจึงเป็น เงินได้จากการประกอบธุรกิจ การพาณิชย์ หรือกิจการรับเหมา ตามมาตรา 40(8) มิใช่เงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1)
เมื่อเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ในข้อเท็จจริงของคดีนี้ โจทก์จึง ไม่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร
การที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
หลักกฎหมายที่สำคัญ
คำพิพากษาฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า
การพิจารณาว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่นั้น ต้องดู "ลักษณะที่แท้จริงของนิติสัมพันธ์" มิใช่ดูเพียงชื่อเรียกของสัญญา
หากผู้รับเหมา
- รับผิดชอบการบริหารแรงงานเอง
- รับความเสี่ยงในการดำเนินงาน
- จัดหาคนงานเอง
- จ่ายค่าแรงเอง
ย่อมมีลักษณะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ มิใช่ลูกจ้างของผู้ว่าจ้าง
ประเด็นเรื่องอายุความการประเมินภาษี
คดีนี้ยังมีประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ อายุความในการออกหมายเรียกตรวจสอบ
โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2522
เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกลงวันที่ 27 มีนาคม 2527
แม้โจทก์จะได้รับหมายเรียกในวันที่ 30 มีนาคม 2527 แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
การออกหมายเรียกเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ยื่นแบบ จึงเป็นการดำเนินการภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร
ดังนั้น การตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่ขาดอายุความ
หากหมายเรียกกำหนดเวลาไม่ครบ 7 วัน จะเป็นอย่างไร
มาตรา 19 กำหนดว่า หมายเรียกเพื่อให้ผู้เสียภาษีมาให้ถ้อยคำหรือแสดงเอกสาร ต้องให้เวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน
ในคดีนี้ หมายเรียกกำหนดเวลาให้โจทก์น้อยกว่า 7 วัน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
- ผู้เสียภาษีมีสิทธิไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกดังกล่าว
- เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจถือว่าเป็นการขัดขืน แล้วประเมินภาษีฝ่ายเดียวได้
อย่างไรก็ตาม
เมื่อโจทก์เลือกที่จะมาพบเจ้าพนักงานและปฏิบัติตามหมายเรียก โดยมิได้โต้แย้งถึงความไม่ชอบของหมายเรียก
ย่อมถือว่าโจทก์ยอมรับการดำเนินการดังกล่าว การออกหมายเรียกจึงไม่เป็นเหตุให้การประเมินเสียไป
ข้อสังเกตสำหรับผู้ประกอบการและผู้รับเหมา
คำพิพากษาฉบับนี้มีความสำคัญต่อ
- ผู้ว่าจ้างก่อสร้าง
- ผู้รับเหมาก่อสร้าง
- เจ้าของโครงการ
- นักบัญชี
- ที่ปรึกษาภาษี
เพราะชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาหน้าที่ในการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องวิเคราะห์ข้อเท็จจริงของสัญญาอย่างละเอียด ไม่สามารถสรุปได้จากคำว่า "ค่าจ้าง" หรือ "ผู้รับเหมา" เพียงอย่างเดียว
ในทางปฏิบัติ หากผู้รับเหมารับผิดชอบการดำเนินงานเอง มีความเสี่ยงทางธุรกิจ และมิได้อยู่ในฐานะลูกจ้าง ย่อมมีแนวโน้มที่จะถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจมากกว่าการรับจ้างแรงงาน
ทั้งนี้ การวินิจฉัยในแต่ละกรณียังคงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เงื่อนไขของสัญญา และกฎหมายภาษีที่ใช้บังคับในช่วงเวลานั้นประกอบกันด้วย
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3773/2532 วางหลักสำคัญไว้ 2 ประการ คือ
- การว่าจ้างผู้รับเหมาที่รับผิดชอบจัดหาคนงาน จ่ายค่าแรง และรับความเสี่ยงเอง มีลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจตามมาตรา 40(8) มิใช่การจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) ผู้ว่าจ้างจึงไม่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในข้อเท็จจริงของคดีนี้
- หากเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกภายในกำหนด 5 ปี ย่อมไม่ขาดอายุความ แต่หากหมายเรียกกำหนดเวลาให้ผู้เสียภาษีมาให้ถ้อยคำหรือแสดงเอกสารน้อยกว่า 7 วัน ผู้เสียภาษีย่อมมีสิทธิไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกนั้น อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียภาษีปฏิบัติตามหมายเรียกโดยไม่โต้แย้ง ก็ไม่อาจยกข้อบกพร่องดังกล่าวขึ้นคัดค้านภายหลังได้
⚖️ ทดลองใช้งาน AI ด้านกฎหมาย
ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่มีปัญหากฎหมายหรือผู้ทำงานด้านกฎหมาย สามารถใช้ AI ช่วยค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อกฎหมายเพิ่มเติม หรือสรุปประเด็นจากเอกสารจำนวนมากได้ทันที
ผู้ช่วยด้านกฎหมาย AI เริ่มใช้งาน AIให้คะแนนและแสดงความคิดเห็น
บทความนี้อ่านได้สาธารณะ แต่การให้ดาวหรือแสดงความคิดเห็นต้องเข้าสู่ระบบก่อน
เข้าสู่ระบบเพื่อให้ดาว/แสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็นในบทความนี้