ทนายเอ๊กซ์.com
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
กลับหน้าบทความ

จดทะเบียน VAT ย้อนหลังแล้ว ยังต้องเสียเบี้ยปรับหรือไม่? บทเรียนจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2561

จด VAT ช้า แต่ปฏิบัติถูกต้องมาตลอด จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่

ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเริ่มดำเนินธุรกิจและออกใบกำกับภาษีโดยเข้าใจว่าตนเองสามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายหลังได้ หรือบางรายเพิ่งทราบว่ารายรับถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียน VAT แล้ว

คำถามสำคัญคือ

หากต่อมาขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง และกรมสรรพากรอนุมัติแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องรับผิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากการไม่จดทะเบียนตามกำหนดหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2561 ได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับผลของการจดทะเบียน VAT ย้อนหลังไว้ชัดเจน

ข้อเท็จจริงของคดี

ผู้ประกอบการรายหนึ่งขายสินค้าและออกใบกำกับภาษีเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556

ต่อมาผู้ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง โดยแจ้งว่ามีรายรับถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 และได้ชำระค่าปรับในการยื่นจดทะเบียนย้อนหลังเรียบร้อยแล้ว

หลังจากนั้นได้ยื่นแบบ ภ.พ.30 และคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามระบบปกติ โดยนำภาษีซื้อมาหักจากภาษีขาย

อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานสรรพากรเห็นว่าผู้ประกอบการยังไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนในช่วงเวลาที่เกิดรายการภาษี จึงไม่ให้สิทธินำภาษีซื้อมาหัก และออกหนังสือประเมินเรียกเก็บภาษี เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับจำนวนมาก

ผู้ประกอบการจึงอุทธรณ์และต่อสู้คดีจนถึงศาลฎีกา

ศาลมีอำนาจลดหรืองดเบี้ยปรับหรือไม่

กรมสรรพากรอ้างว่า การงดหรือลดเบี้ยปรับต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในคำสั่งกรมสรรพากร และเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากร

แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย

ศาลวินิจฉัยว่า

คำสั่งกรมสรรพากรเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติภายในของฝ่ายบริหาร เพื่อให้เจ้าพนักงานถือปฏิบัติ

มิใช่กฎหมายที่ผูกพันศาล

เมื่อมีข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาได้เองว่า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มนั้นเหมาะสมหรือไม่ และสามารถงดหรือลดเบี้ยปรับได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี

หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่า ศาลไม่ได้ถูกจำกัดด้วยแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรเสมอไป

ผลของการจดทะเบียน VAT ย้อนหลัง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ผลทางกฎหมายของการจดทะเบียนย้อนหลัง

ระหว่างการดำเนินคดี กรมสรรพากรได้อนุมัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

เมื่อกรมสรรพากรอนุมัติให้จดทะเบียนย้อนหลังแล้ว ผลทางกฎหมายย่อมถือว่าผู้ประกอบการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนมาตั้งแต่วันที่ระบุในคำสั่งอนุมัติ

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงมีสิทธิใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียนรายอื่น

กล่าวคือ

มีสิทธินำภาษีซื้อมาหักจากภาษีขาย
มีสิทธิใช้เครดิตภาษี
มีสิทธิขอคืนภาษีตามกฎหมาย
และไม่ควรถูกปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ไม่ได้จดทะเบียนอีกต่อไป
เหตุใดศาลจึงให้งดเบี้ยปรับทั้งหมด

ศาลพิจารณาว่า

ผู้ประกอบการรายนี้ได้ปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มในลักษณะเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียนมาตั้งแต่ต้น

โดยมีการ

ออกใบกำกับภาษี
จัดทำรายงานภาษีซื้อ
จัดทำรายงานภาษีขาย
ยื่นแบบภาษี
และชำระภาษีตามกำหนดเวลา

ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้กรมสรรพากรอนุมัติการจดทะเบียนย้อนหลัง

เมื่อผลของการอนุมัติทำให้ผู้ประกอบการมีสถานะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2556 แล้ว การเรียกเก็บเบี้ยปรับในฐานะผู้ไม่จดทะเบียนจึงไม่สอดคล้องกับสถานะทางกฎหมายที่ได้รับการรับรองภายหลัง

ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้งดเบี้ยปรับทั้งหมด

บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ

คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญหลายประการ

ประการแรก หากรายรับถึงเกณฑ์ที่ต้องจด VAT ควรรีบดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ประการที่สอง หากจดทะเบียนล่าช้า แต่ได้ปฏิบัติเสมือนผู้ประกอบการจดทะเบียนมาโดยตลอด เช่น ออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงาน และยื่นแบบภาษีอย่างถูกต้อง อาจมีโอกาสได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนย้อนหลัง

ประการที่สาม การได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนย้อนหลังอาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสิทธิในการใช้ภาษีซื้อและภาระเบี้ยปรับ

และประการสุดท้าย ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาความเหมาะสมของเบี้ยปรับได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องยึดตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรทุกกรณี

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2561 วางหลักสำคัญว่า

"เมื่อกรมสรรพากรอนุมัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง ผลทางกฎหมายย่อมถือว่าผู้ประกอบการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ระบุในคำสั่งอนุมัติ"

ผู้ประกอบการจึงมีสิทธินำภาษีซื้อมาหักภาษีขาย และได้รับสิทธิตามระบบ VAT เช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียนทั่วไป

นอกจากนี้ ศาลยังยืนยันว่า คำสั่งกรมสรรพากรเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การลดหรืองดเบี้ยปรับเป็นเพียงแนวปฏิบัติภายใน มิได้ผูกพันอำนาจของศาลในการพิจารณาความเป็นธรรมของคดี

คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจดทะเบียน VAT ล่าช้า และเป็นตัวอย่างของการตีความกฎหมายภาษีโดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงและความเป็นธรรมควบคู่กันไป