ทนายเอ๊กซ์.com
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
กลับหน้าบทความ

ชื่อและที่อยู่ในใบกำกับภาษีไม่ตรงทะเบียน VAT ยังใช้ภาษีซื้อได้หรือไม่? บทเรียนจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8303/2557

ความผิดพลาดเล็กน้อยบนใบกำกับภาษี อาจทำให้เสียสิทธิภาษีซื้อจริงหรือ?

ผู้ประกอบการจำนวนมากเคยประสบปัญหาเดียวกัน

ชื่อบริษัทสะกดไม่ตรง
ที่อยู่ไม่ครบ
เลขที่หรือหมู่บ้านไม่ตรงกับทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ให้บริการออกใบกำกับภาษีผิดพลาด

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี เจ้าพนักงานประเมินมักอ้างว่าใบกำกับภาษีไม่สมบูรณ์ จึงไม่สามารถนำภาษีซื้อมาหักภาษีขายได้

คำถามสำคัญคือ

หากความผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้ทำให้เกิดความสับสนว่าเป็นผู้ประกอบการคนละราย ผู้ประกอบการยังมีสิทธินำภาษีซื้อมาหักได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8303/2557 ได้ให้คำตอบไว้อย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริงของคดี

บริษัทแห่งหนึ่งนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์มาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

ใบกำกับภาษีดังกล่าวออกโดย

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่า

ชื่อและที่อยู่ของบริษัทในใบกำกับภาษีบางฉบับไม่ตรงกับข้อมูลที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เช่น

ชื่อบริษัทไม่ตรงทุกคำ
ใช้ชื่อย่อ
ระบุที่อยู่ไม่ครบถ้วน
เลขที่หรือหมู่บ้านไม่ตรงกับทะเบียน

เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่ยอมให้บริษัทนำภาษีซื้อมาหักภาษีขาย

ผู้ประกอบการได้พยายามแก้ไขแล้ว

ข้อเท็จจริงสำคัญในคดีนี้คือ

บริษัทได้ติดต่อขอให้ผู้ออกใบกำกับภาษีแก้ไขข้อมูลแล้ว

แต่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยไม่ยินยอมแก้ไขเอกสาร

อย่างไรก็ตาม

ทั้งสองหน่วยงานยืนยันว่า

ใบกำกับภาษีดังกล่าวออกให้แก่บริษัทผู้เสียภาษีจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร

ศาลฎีกาพิจารณาจากประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 (3)

ซึ่งกำหนดว่า

ใบกำกับภาษีต้องมี

"ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ"

แต่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่า

ชื่อและที่อยู่ดังกล่าวจะต้องตรงกับข้อมูลที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทุกตัวอักษร

ศาลจึงพิจารณาต่อไปว่า

ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวเป็นข้อบกพร่องใน "สาระสำคัญ" หรือไม่

หลักสำคัญที่ศาลใช้วินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า

แม้ชื่อและที่อยู่ในใบกำกับภาษีจะไม่ตรงกับข้อมูลทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

แต่ยังสามารถระบุได้ว่าเป็นผู้ประกอบการรายเดียวกัน

และไม่ได้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นบริษัทอื่น

ดังนั้น

ข้อผิดพลาดดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อบกพร่องในสาระสำคัญของใบกำกับภาษี

ผลของคำพิพากษา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ใบกำกับภาษีดังกล่าวไม่ใช่ใบกำกับภาษีที่มีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ

ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีเหล่านั้น

จึงไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5

ผู้ประกอบการจึงมีสิทธินำภาษีซื้อมาหักภาษีขายได้ตามมาตรา 82/3

ศาลจึงเพิกถอนการประเมินภาษีของกรมสรรพากร

หลักกฎหมายที่น่าสนใจจากคดีนี้
1. ต้องดู "สาระสำคัญ" มากกว่ารูปแบบ

ศาลไม่ได้ยึดติดเพียงความผิดพลาดทางเทคนิค

แต่พิจารณาว่า

เอกสารนั้นยังสามารถพิสูจน์ตัวผู้ซื้อและรายการทางภาษีได้หรือไม่

2. ความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยไม่ทำให้เสียสิทธิทันที

หากยังระบุได้ว่าเป็นผู้ประกอบการรายเดียวกัน

และไม่ทำให้เกิดความสับสนกับบุคคลอื่น

ก็ยังมีสิทธิใช้ภาษีซื้อได้

3. ภาระพิสูจน์ความถูกต้องยังคงมีอยู่

ผู้ประกอบการควรเก็บหลักฐานประกอบ เช่น

หนังสือรับรองจากผู้ออกใบกำกับภาษี
สัญญาใช้บริการ
หลักฐานการชำระเงิน
เอกสารแสดงความพยายามในการขอแก้ไขข้อมูล

เพื่อใช้พิสูจน์ว่าเป็นธุรกรรมจริง

ข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการ

แม้ฎีกานี้จะเป็นคุณต่อผู้เสียภาษี

แต่ไม่ได้หมายความว่าใบกำกับภาษีผิดอย่างไรก็ได้

หากความผิดพลาดร้ายแรงจนไม่สามารถระบุตัวผู้ซื้อได้

หรืออาจทำให้เข้าใจว่าเป็นผู้ประกอบการอีกคนหนึ่ง

ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธภาษีซื้อได้

ดังนั้นควรตรวจสอบใบกำกับภาษีทุกฉบับตั้งแต่ต้นทาง

และรีบขอแก้ไขเมื่อพบข้อผิดพลาด

สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8303/2557 วางหลักสำคัญว่า

การที่ชื่อหรือที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าในใบกำกับภาษีไม่ตรงกับข้อมูลที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ได้ทำให้ใบกำกับภาษีเสียไปโดยอัตโนมัติ

หากยังสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้ประกอบการรายเดียวกัน และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นบุคคลอื่น

ใบกำกับภาษีนั้นยังคงใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อได้ และผู้ประกอบการยังมีสิทธินำภาษีซื้อมาหักภาษีขายตามกฎหมาย

คำพิพากษานี้จึงสะท้อนหลักสำคัญว่า การตีความกฎหมายภาษีควรมุ่งที่ข้อเท็จจริงและสาระของธุรกรรม มากกว่าการยึดติดกับความผิดพลาดทางเอกสารเพียงเล็กน้อย