ซื้อสินค้าจากจีน แต่จ่ายเงินผ่านสิงคโปร์ ยังใช้สิทธิ FTA อาเซียน-จีน ได้หรือไม่? บทเรียนจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2136/2561
การค้าระหว่างประเทศไม่ได้ดูแค่แหล่งผลิตสินค้า
ผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าใจว่า หากสินค้ามีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี และมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) ครบถ้วน ก็ย่อมได้รับสิทธิลดหรือยกเว้นอากรขาเข้าโดยอัตโนมัติ
แต่ในทางปฏิบัติ เรื่องดังกล่าวอาจซับซ้อนกว่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2136/2561 เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า แม้สินค้าจะผลิตในประเทศจีนและมี Form E ถูกต้อง แต่หากโครงสร้างการซื้อขายไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของความตกลงการค้าเสรีในขณะนั้น ผู้ประกอบการก็อาจสูญเสียสิทธิพิเศษทางภาษีได้
ข้อเท็จจริงของคดี
บริษัทผู้นำเข้าสินค้าในประเทศไทยนำเข้าสินค้า Peppermint Oil และ Menthol Crystal จากประเทศจีน
การนำเข้าดังกล่าวใช้สิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Area) โดยอ้างหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) และเสียอากรขาเข้าในอัตรา 0%
อย่างไรก็ตาม ภายหลังกรมศุลกากรตรวจสอบพบว่า แม้สินค้าจะมีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีนจริง แต่บริษัทไทยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกับผู้ส่งออกในจีนโดยตรง
บริษัทไทยกลับทำสัญญาซื้อขายและเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิต (L/C) ชำระเงินให้แก่บริษัทในประเทศสิงคโปร์
กรมศุลกากรจึงเห็นว่าเป็นกรณี "การซื้อขายผ่านประเทศที่สาม" (Third Party Invoicing)
ผลคือ ผู้นำเข้าไม่มีสิทธิได้รับอัตราอากรพิเศษตามความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน และต้องชำระอากรขาเข้าเพิ่มเติมพร้อมภาษีที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย
คดีนี้มีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง
ผู้นำเข้าต้องอุทธรณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มแยกต่างหากหรือไม่
การซื้อขายผ่านประเทศที่สามในขณะนั้นได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ FTA อาเซียน-จีนหรือไม่
ภาษีมูลค่าเพิ่มผูกพันกับอากรขาเข้าอย่างไร
ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า
ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าไม่ได้คำนวณจากราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมอากรขาเข้าด้วย
เมื่อการประเมิน VAT เกิดขึ้นจากการประเมินอากรขาเข้าโดยตรง หากผู้นำเข้าได้อุทธรณ์เรื่องอากรขาเข้าไว้แล้ว ย่อมสามารถฟ้องคดีในส่วน VAT ได้โดยไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ VAT แยกอีกครั้ง
หลักการนี้มีความสำคัญมากในคดีศุลกากร เพราะอากรขาเข้าและ VAT มักเชื่อมโยงกันโดยตรง
Form E มี แต่ยังไม่ได้สิทธิพิเศษ
ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี
แม้ผู้ส่งออกในจีนจะออก Form E อย่างถูกต้อง และสินค้ามีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีนจริง
แต่ในช่วงเวลาที่มีการนำเข้าสินค้าระหว่างปี 2552 ถึง 2553 กฎหมายและประกาศที่ใช้บังคับในขณะนั้นยังไม่ได้รับรองกรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม
กล่าวคือ
กฎหมายยอมรับกรณีสินค้าส่งผ่านประเทศอื่น (Direct Consignment ผ่านประเทศที่สาม) ได้
แต่ยังไม่ได้ให้สิทธิสำหรับกรณีที่มีการซื้อขายผ่านนิติบุคคลในประเทศที่สาม
เมื่อบริษัทไทยชำระเงินให้แก่บริษัทในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลคนละรายกับผู้ผลิตในจีน ศาลจึงถือว่าเป็นการซื้อขายผ่านประเทศที่สามอย่างแท้จริง
ผลคือ ไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีตามความตกลงอาเซียน-จีน
กฎหมายที่ออกภายหลังช่วยไม่ได้
ผู้นำเข้าอ้างว่า ต่อมากรมศุลกากรได้ออกประกาศฉบับใหม่ที่ยอมรับกรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม
อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554
ในขณะที่สินค้าพิพาทถูกนำเข้าในช่วงปี 2552 ถึง 2553
กฎหมายที่ออกภายหลังจึงไม่สามารถนำมาย้อนใช้เพื่อให้สิทธิประโยชน์แก่การนำเข้าที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้
บทเรียนสำหรับผู้นำเข้าและนักวางแผนภาษี
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า
การได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก FTA ไม่ได้พิจารณาเฉพาะประเทศต้นกำเนิดสินค้าเท่านั้น
แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมดของธุรกรรม เช่น
ผู้ขายเป็นใคร
ผู้ส่งออกเป็นใคร
ผู้รับชำระเงินเป็นใคร
มีการซื้อขายผ่านประเทศที่สามหรือไม่
เงื่อนไขของความตกลงการค้าเสรีในขณะนั้นกำหนดไว้อย่างไร
รายละเอียดเพียงเล็กน้อยในโครงสร้างการซื้อขายอาจทำให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหลายล้านบาทหายไปได้
บทสรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2136/2561 วางหลักสำคัญว่า
"แม้สินค้าจะมีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษและมี Form E ถูกต้อง แต่หากเป็นการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม ในช่วงเวลาที่กฎหมายยังไม่รับรองกรณีดังกล่าว ผู้นำเข้าย่อมไม่มีสิทธิได้รับการยกเว้นหรือลดอัตราอากรตามความตกลงการค้าเสรี"
นอกจากนี้ ศาลยังยืนยันหลักว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มในการนำเข้ามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอากรขาเข้า ดังนั้น หาก VAT เกิดจากข้อพิพาทเรื่องอากรขาเข้า ผู้เสียภาษีสามารถต่อสู้ประเด็น VAT ในคดีเดียวกันได้โดยไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์แยกต่างหาก
คดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้นำเข้า นักบัญชีภาษี และผู้ประกอบธุรกิจระหว่างประเทศว่า การวางโครงสร้างธุรกรรมข้ามประเทศต้องพิจารณาเงื่อนไขทางศุลกากรและภาษีอย่างรอบคอบ เพราะความแตกต่างเพียงเรื่อง "ผู้รับชำระเงิน" อาจส่งผลต่อภาระภาษีหลายล้านบาทได้