ดอกเบี้ยค้างรับขาดอายุความแล้ว ไม่ต้องเสียภาษีจริงหรือ? บทเรียนจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2560
ดอกเบี้ยยังไม่ได้รับ ต้องนำมาคำนวณภาษีหรือไม่
ผู้ประกอบธุรกิจจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า หากลูกหนี้ไม่ชำระดอกเบี้ยเป็นเวลานาน หรือดอกเบี้ยนั้นขาดอายุความไปแล้ว ย่อมไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี
แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2560 ได้วางหลักสำคัญว่า
"ดอกเบี้ยค้างรับที่เกิดขึ้นแล้ว ยังต้องรับรู้เป็นรายได้ตามเกณฑ์สิทธิ แม้ยังไม่ได้รับเงินจริง"
และหากต้องการตัดออกจากรายได้ ก็ต้องดำเนินการจำหน่ายหนี้สูญให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายภาษีอากร
ข้อเท็จจริงของคดี
บริษัทแห่งหนึ่งประกอบกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์และประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์
บริษัทได้ปล่อยกู้จำนวน 1 ล้านบาท โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี
ต่อมาลูกหนี้ผิดนัด ไม่ชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
บริษัทบันทึกดอกเบี้ยค้างรับมาโดยตลอด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิน 5 ปี บริษัทเห็นว่าดอกเบี้ยดังกล่าวขาดอายุความ จึงตัดออกจากบัญชีและไม่นำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณภาษี
นอกจากนี้ บริษัทยังนำที่ดินของตนไปจดจำนองค้ำประกันหนี้ให้แก่บริษัทอื่นโดยไม่เรียกค่าตอบแทน
กรมสรรพากรจึงประเมินภาษีเพิ่มเติมทั้งในส่วนของดอกเบี้ยค้างรับและค่าธรรมเนียมค้ำประกัน
ศาลฎีกาวางหลักเรื่อง "ดอกเบี้ยค้างรับ" อย่างไร
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลใช้หลัก "เกณฑ์สิทธิ" (Accrual Basis)
กล่าวคือ
เมื่อรายได้เกิดขึ้นแล้ว แม้ยังไม่ได้รับเงินจริง ก็ต้องบันทึกเป็นรายได้ค้างรับและนำมาคำนวณภาษี
ดอกเบี้ยย่อมเกิดขึ้นตามระยะเวลาที่ลูกหนี้ใช้เงินกู้
ดังนั้น
แม้ลูกหนี้จะยังไม่จ่ายดอกเบี้ย บริษัทก็ยังมีหน้าที่รับรู้รายได้ดังกล่าว
ดอกเบี้ยขาดอายุความ ไม่ได้ทำให้รายได้หายไป
ประเด็นสำคัญที่บริษัทยกขึ้นต่อสู้คือ
ดอกเบี้ยบางส่วนมีอายุเกิน 5 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ศาลฎีกาไม่รับฟังเหตุผลดังกล่าว
โดยวางหลักว่า
การขาดอายุความเป็นคนละเรื่องกับการรับรู้รายได้ทางภาษี
เมื่อดอกเบี้ยเกิดขึ้นแล้ว บริษัทต้องรับรู้เป็นรายได้ตามเกณฑ์สิทธิ
หากเห็นว่าหนี้ไม่สามารถเรียกเก็บได้จริง ต้องดำเนินการจำหน่ายหนี้สูญตามเงื่อนไขที่กฎหมายภาษีกำหนด
ไม่สามารถตัดรายได้ออกจากบัญชีได้เอง
การค้ำประกันหนี้ให้ผู้อื่นฟรี ๆ อาจถูกประเมินภาษีได้
อีกประเด็นที่น่าสนใจในคดีนี้คือ
บริษัทนำที่ดินของตนไปจดจำนองค้ำประกันหนี้ให้แก่บริษัทอื่น
โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนใด ๆ
บริษัทเห็นว่า
ตนไม่ได้ประกอบธุรกิจรับค้ำประกัน จึงไม่มีรายได้เกิดขึ้น
แต่ศาลฎีกาเห็นต่าง
ศาลวินิจฉัยว่า
การนำทรัพย์สินไปค้ำประกันให้บุคคลอื่นโดยไม่มีค่าตอบแทน ถือเป็นการให้บริการอย่างหนึ่ง
เมื่อไม่มีเหตุอันสมควรในการให้บริการฟรี
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจใช้มาตรา 65 ทวิ (4) ประเมินค่าบริการตาม "ราคาตลาด" ได้
ใช้อะไรเป็นราคาตลาด
ศาลฎีกาเห็นว่า
การนำอัตราค่าธรรมเนียมค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์มาเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ
ในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี
เป็นวิธีการที่เหมาะสมในการกำหนดราคาตลาด
ดังนั้น
แม้บริษัทจะไม่ได้รับเงินค่าค้ำประกันจริง
ก็ยังถูกประเมินรายได้จากบริการดังกล่าวได้
สิ่งปลูกสร้างรวมอยู่ในการจำนองด้วยหรือไม่
บริษัทโต้แย้งว่า
ตนจำนองเฉพาะที่ดิน ไม่รวมอาคาร
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 718
เมื่อไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น
การจำนองย่อมครอบคลุมทรัพย์ที่ติดพันอยู่กับทรัพย์สินที่จำนองด้วย
อาคารหรือโรงเรือนที่ปลูกอยู่บนที่ดินจึงถือเป็นส่วนควบของที่ดิน
เจ้าพนักงานประเมินจึงมีสิทธินำมูลค่าอาคารมารวมคำนวณค่าธรรมเนียมค้ำประกันได้
บทเรียนสำคัญจากคำพิพากษานี้
1. ดอกเบี้ยค้างรับต้องรับรู้เป็นรายได้
แม้ยังไม่ได้รับเงินจริง
และแม้จะเกินกำหนดอายุความแล้วก็ตาม
2. การตัดหนี้สูญต้องทำตามกฎหมายภาษี
ไม่สามารถตัดออกจากบัญชีโดยลำพัง
หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการจำหน่ายหนี้สูญ อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้
3. การค้ำประกันฟรีอาจก่อให้เกิดรายได้ทางภาษี
หากเป็นการให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทน
เจ้าพนักงานประเมินสามารถประเมินรายได้ตามราคาตลาดได้
4. ราคาตลาดสำคัญกว่าราคาที่ตกลงกัน
แม้ไม่ได้เรียกเก็บเงินจริง
กฎหมายภาษีให้อำนาจประเมินตามราคาตลาดได้ในหลายกรณี
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2560 เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ตอกย้ำหลักการภาษีอากรว่า
รายได้ที่เกิดขึ้นแล้วต้องรับรู้ตามเกณฑ์สิทธิ แม้ยังไม่ได้รับเงินจริง และการขาดอายุความของหนี้ไม่ได้ทำให้หน้าที่ทางภาษีสิ้นสุดลง
นอกจากนี้ การให้บริการโดยไม่คิดค่าตอบแทน เช่น การนำทรัพย์สินไปค้ำประกันหนี้ให้บุคคลอื่น อาจถูกประเมินรายได้ตามราคาตลาดได้เช่นเดียวกัน
ผู้ประกอบการจึงควรระมัดระวังการบันทึกบัญชี การตัดหนี้สูญ และธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านภาษีในอนาคต