ทนายเอ๊กซ์.com
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
กลับหน้าบทความ

ถูกเวนคืนที่ดิน ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่? บทเรียนจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6693/2559

เงินค่าทดแทนจากการเวนคืนที่ดิน ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่

เมื่อเจ้าของที่ดินถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างถนน รถไฟฟ้า หรือโครงการสาธารณูปโภคของรัฐ หลายคนมักเข้าใจว่า การโอนกรรมสิทธิ์ให้หน่วยงานของรัฐย่อมเป็น "การขายอสังหาริมทรัพย์" และอาจต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6693/2559 ได้วางหลักสำคัญว่า แม้การเวนคืนจะถือเป็นการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเสมอไป

ข้อเท็จจริงของคดี

บริษัทแห่งหนึ่งประกอบกิจการให้เช่าอาคารสำนักงาน โดยมีที่ดินและอาคารสำนักงานเพียงแห่งเดียว

ต่อมา รัฐมีโครงการก่อสร้างทางหลวงและออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ส่งผลให้ที่ดินของบริษัทตกอยู่ในแนวเวนคืน

บริษัทจึงโอนที่ดินและอาคารให้แก่กรุงเทพมหานครและได้รับค่าทดแทนตามกฎหมายเวนคืน

ภายหลังบริษัทเห็นว่าตนไม่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงยื่นขอคืนภาษีที่ได้ชำระไป แต่กรมสรรพากรปฏิเสธการคืนเงินภาษี ทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นสู่ศาล

ประเด็นสำคัญของคดี

ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า

การโอนที่ดินอันเกิดจากการเวนคืนดังกล่าว เป็น "การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร" ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร

ศาลฎีกาเริ่มต้นจากการพิจารณาว่า

แม้การเวนคืนจะเป็นการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ และเข้าลักษณะ "การขาย" ตามนิยามในประมวลรัษฎากรก็ตาม

แต่การจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น ไม่ใช่ดูเพียงว่ามีการโอนหรือไม่

สิ่งสำคัญคือ ต้องเป็น

"การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร"

เท่านั้น

ทำไมคดีนี้จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่า

บริษัทมีที่ดินพิพาทเพียงแปลงเดียว
ใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานของบริษัท
ใช้ประกอบกิจการให้เช่าอาคารสำนักงาน
ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ
ไม่ได้ประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

จึงเห็นได้ชัดว่า

ที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ใช้ประกอบกิจการ ไม่ใช่สินค้าที่มีไว้เพื่อการค้า

ที่สำคัญ การโอนที่ดินไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของบริษัท

แต่เกิดจากการที่รัฐกำหนดแนวเวนคืนตามกฎหมาย

หากไม่ยินยอมขาย ก็จะถูกเวนคืนอยู่ดี

ดังนั้น

การโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่การแสวงหากำไรทางธุรกิจ และไม่ใช่การขายเพื่อประโยชน์ในกิจการของบริษัท

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า

การโอนที่ดินในกรณีนี้ไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ประเด็นสำคัญเรื่องการขอคืนภาษี

กรมสรรพากรโต้แย้งว่า

แม้จะชำระภาษีเกินจริง ผู้เสียภาษีก็ต้องยื่นคำร้องขอคืนภายใน 3 ปี ตามมาตรา 91/11 และมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย

ศาลวางหลักว่า

เมื่อผู้เสียภาษีไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตั้งแต่แรก

ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี

ดังนั้น

การขอคืนเงินภาษีจึงไม่อยู่ภายใต้กำหนดเวลาสามปีตามบทบัญญัติดังกล่าว

ผู้เสียภาษียังคงมีสิทธิเรียกคืนเงินภาษีที่ชำระไปโดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระได้

แนวทางที่ได้จากคำพิพากษานี้

คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ให้หลักสำคัญหลายประการ ได้แก่

1. การเวนคืนไม่เท่ากับการค้าขายอสังหาริมทรัพย์

แม้จะมีการโอนกรรมสิทธิ์และได้รับค่าทดแทน แต่หากเป็นการโอนภายใต้การบังคับของกฎหมายเวนคืน ย่อมแตกต่างจากการซื้อขายเพื่อแสวงหากำไร

2. ต้องพิจารณาเจตนาและลักษณะการถือครองทรัพย์

หากอสังหาริมทรัพย์ถูกใช้เป็นสำนักงาน โรงงาน หรือทรัพย์สินที่ใช้ดำเนินธุรกิจ ไม่ได้มีไว้ขาย ย่อมมีน้ำหนักสำคัญในการพิจารณาว่าไม่ใช่การขายเป็นทางค้าหรือหากำไร

3. ผู้เสียภาษีอาจมีสิทธิขอคืนภาษีได้

หากมีการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะจากการเวนคืนโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีจริง อาจมีสิทธิเรียกคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6693/2559 วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า

แม้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะถือเป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือ "การขาย" ตามนิยามของกฎหมายภาษี แต่หากเจ้าของทรัพย์ไม่ได้ถือครองอสังหาริมทรัพย์ไว้เพื่อขาย และการโอนเกิดจากการบังคับตามกฎหมายเวนคืน มิใช่การแสวงหากำไรทางการค้า

ย่อมไม่ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร และไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับเจ้าของที่ดิน บริษัท และนักกฎหมายภาษี ในการพิจารณาสิทธิและหน้าที่ทางภาษีเมื่อได้รับผลกระทบจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ