บริจาคสินค้าให้มูลนิธิ ต้องเสีย VAT หรือไม่? บทเรียนจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5330/2561
การบริจาคสินค้าอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในทางภาษี
ผู้ประกอบการจำนวนมากมีความเข้าใจว่า เมื่อบริจาคสินค้า วัตถุดิบ หรือของเหลือใช้ให้แก่มูลนิธิหรือองค์กรการกุศล ย่อมไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพราะไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ
แต่ในทางภาษีอากร การ "บริจาคสินค้า" อาจถือเป็นการ "ขาย" ตามความหมายของประมวลรัษฎากร และอาจก่อให้เกิดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5330/2561 เป็นคดีสำคัญที่วางหลักไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้ผู้รับบริจาคจะไม่ได้เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้โดยเฉพาะ แต่หากการบริจาคนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ศาสนาหรือสาธารณกุศลอย่างแท้จริง ก็อาจได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มได้
ข้อเท็จจริงของคดี
บริษัทผู้ผลิตชุดชั้นในสตรีแห่งหนึ่งได้
บริจาคชุดชั้นในที่มีตำหนิให้แก่ทัณฑสถานหญิงกลาง
บริจาควัตถุดิบและของเสียจากการผลิตให้แก่มูลนิธิสวนแก้ว
กรมสรรพากรเห็นว่าการบริจาคดังกล่าวถือเป็นการจำหน่ายสินค้า จึงประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนหลายล้านบาท
บริษัทจึงอุทธรณ์และนำคดีขึ้นสู่ศาล
ประเด็นสำคัญ: การบริจาคถือเป็น "การขาย" หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
การบริจาคสินค้าเป็นการจำหน่าย จ่าย โอนสินค้าโดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งยังอยู่ในความหมายของคำว่า "ขาย" ตามประมวลรัษฎากร
ดังนั้น การบริจาคสินค้าไม่ได้ทำให้พ้นจากระบบ VAT โดยอัตโนมัติ
ผู้ประกอบการจึงต้องพิจารณาต่อไปว่าเข้าเงื่อนไขการยกเว้นภาษีหรือไม่
หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้
ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ธ) กำหนดให้ได้รับยกเว้น VAT สำหรับ
การขายสินค้าหรือให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ
กฎหมายไม่ได้กำหนดว่า "ผู้ขาย" ต้องเป็นองค์กรศาสนาหรือองค์กรสาธารณกุศล
แต่ให้พิจารณาที่ "วัตถุประสงค์ของการขายหรือการให้บริการ" เป็นสำคัญ
หากการดำเนินการนั้นมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์แก่ศาสนาหรือสาธารณกุศลภายในประเทศ และไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรส่วนตัว ก็อาจได้รับการยกเว้น VAT ได้
เหตุใดมูลนิธิสวนแก้วจึงได้รับยกเว้น VAT
จากพยานหลักฐานปรากฏว่า
มูลนิธิสวนแก้วมีภารกิจหลักในการ
เผยแพร่พระพุทธศาสนา
สงเคราะห์ผู้ยากไร้
ช่วยเหลือผู้สูงอายุไร้ที่พึ่ง
จัดหางานและฝึกอาชีพให้ผู้ขาดโอกาส
วัตถุดิบที่ได้รับบริจาคถูกนำไปประมูลขาย แล้วนำรายได้กลับมาใช้ในกิจกรรมสาธารณกุศลของมูลนิธิ
ศาลจึงเห็นว่า
การบริจาคดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ศาสนาและสาธารณกุศลโดยแท้จริง มิได้ช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ
จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ธ)
หลักสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้
คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า
การยกเว้น VAT จากการบริจาคสินค้า ไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณีที่ผู้รับบริจาคเป็นองค์กรที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนดเท่านั้น
แต่ยังอาจได้รับยกเว้นได้ หากพิสูจน์ได้ว่า
การบริจาคมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แก่ศาสนาหรือสาธารณกุศล
ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรส่วนตัว
สิ่งของที่ได้รับบริจาคถูกนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์จริง
มิใช่การช่วยเหลือเฉพาะบุคคลเป็นรายกรณี
ข้อควรระวังสำหรับธุรกิจ
แม้คำพิพากษานี้จะเป็นคุณต่อผู้ประกอบการ แต่ไม่ได้หมายความว่าการบริจาคทุกกรณีจะได้รับยกเว้น VAT
ผู้ประกอบการควรเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน เช่น
หนังสือรับมอบการบริจาค
วัตถุประสงค์ของผู้รับบริจาค
เอกสารแสดงการนำสิ่งของไปใช้
หลักฐานแสดงสถานะองค์กรหรือมูลนิธิ
เพราะหากพิสูจน์ไม่ได้ว่าสิ่งของถูกนำไปใช้เพื่อสาธารณกุศลจริง กรมสรรพากรอาจประเมิน VAT ย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5330/2561 วางหลักสำคัญว่า
แม้การบริจาคสินค้าจะถือเป็น "การขาย" ตามกฎหมาย VAT แต่หากการบริจาคนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แก่ศาสนาหรือสาธารณกุศลภายในประเทศอย่างแท้จริง และไม่ได้มุ่งแสวงหากำไร ก็อาจได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ธ) แห่งประมวลรัษฎากร
ถือเป็นแนวคำพิพากษาที่ช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม โดยไม่ถูกตีความภาษีอย่างเคร่งครัดจนเกินสมควร และเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการวางแผนภาษีเกี่ยวกับการบริจาคสินค้าในอนาคต