ทนายเอ๊กซ์.com
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
กลับหน้าบทความ

บริษัทจัดหาแรงงาน ต้องเสีย VAT หรือไม่? บทเรียนจากฎีกา 5255/2560

เป็นคนกลางจัดการแรงงาน จะได้รับยกเว้น VAT เหมือนสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่?

ธุรกิจจำนวนไม่น้อยทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างนายจ้างกับแรงงาน เช่น จัดหาแรงงานต่างด้าว ดูแลเอกสารแรงงาน ประสานงานกับหน่วยงานราชการ รับเงินค่าจ้างจากนายจ้างแล้วนำไปจ่ายให้แรงงาน

ผู้ประกอบการบางรายเข้าใจว่า กิจการลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับ "การจ้างแรงงาน" จึงควรได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5255/2560 วางหลักสำคัญว่า

การให้บริการเป็นตัวกลางหรืออำนวยความสะดวกเกี่ยวกับแรงงาน ไม่ใช่การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน และไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นบริษัทจำกัด ประกอบกิจการเกี่ยวกับการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการจ้างแรงงาน

ลักษณะงานของบริษัท ได้แก่

ติดต่อประสานงานระหว่างนายจ้างกับแรงงาน
ตรวจสอบเวลาทำงาน
ตรวจสอบค่าแรงและค่าล่วงเวลา
ดูแลสิทธิแรงงานตามกฎหมาย
รับค่าจ้างจากผู้ว่าจ้างแล้วนำมาจ่ายให้แรงงาน
ประสานงานกับกรมการจัดหางาน
ประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
ดูแลผลประโยชน์ของแรงงานและผู้ว่าจ้าง

บริษัทเห็นว่ากิจการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงาน จึงเข้าข้อยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ฐ) แห่งประมวลรัษฎากร

อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า บริษัทมีรายรับเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและเป็นการให้บริการทั่วไปที่ต้องเสีย VAT จึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม

ประเด็นสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัย

คำถามคือ

การเป็นตัวกลางดูแลและบริหารจัดการแรงงาน ถือเป็น "การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน" ที่ได้รับยกเว้น VAT หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร

ศาลฎีกาเริ่มจากการพิจารณาหลักกฎหมายเรื่อง "สัญญาจ้างแรงงาน"

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575

สัญญาจ้างแรงงาน คือ สัญญาที่ลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้าง และนายจ้างตกลงจ่ายสินจ้างตอบแทน

สาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน คือ

ลูกจ้างต้องทำงานให้นายจ้าง
นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาและควบคุมการทำงานของลูกจ้างโดยตรง
ลูกจ้างอยู่ภายใต้คำสั่งของนายจ้าง

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลเห็นว่า

บริษัทโจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของผู้ว่าจ้าง

บริษัทไม่ได้ใช้แรงงานทำงานให้ผู้ว่าจ้างโดยตรง

บริษัทไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าจ้าง

แต่ทำหน้าที่เพียง

ประสานงาน
อำนวยความสะดวก
ดูแลเอกสาร
รับและจ่ายค่าจ้างแทน
ดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา

กิจกรรมดังกล่าวจึงเป็น "การให้บริการ" ไม่ใช่ "การจ้างแรงงาน"

ดังนั้น จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ฐ)

หลักกฎหมายที่สำคัญจากคดีนี้

คำพิพากษาฉบับนี้วางหลักที่น่าสนใจว่า

การพิจารณาว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ ต้องดูสาระสำคัญของความสัมพันธ์ทางกฎหมาย ไม่ใช่ดูเพียงว่ากิจการนั้นเกี่ยวข้องกับแรงงานหรือไม่

หากผู้ให้บริการไม่ได้เป็นลูกจ้างและไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าจ้าง

ย่อมไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน

แม้งานที่ทำจะเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการแรงงานก็ตาม

ผลกระทบต่อธุรกิจจัดหาแรงงานและ Outsource

แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อธุรกิจหลายประเภท เช่น

บริษัทจัดหาแรงงาน
บริษัท Outsource
บริษัทจัดหาแรงงานต่างด้าว
บริษัทบริหารบุคลากร
บริษัทรับเหมาบริการด้านแรงงาน
บริษัท Payroll Service

ผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าใจว่ากิจการเกี่ยวกับแรงงานได้รับยกเว้น VAT ทั้งหมด

แต่ในความเป็นจริง หากเป็นเพียงผู้ให้บริการจัดการหรืออำนวยความสะดวกด้านแรงงาน ยังคงเป็นการให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสีย VAT ตามปกติ

สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5255/2560 วางหลักว่า

การเป็นตัวกลางระหว่างนายจ้างกับแรงงาน การประสานงาน การดูแลเอกสารแรงงาน การรับเงินค่าจ้างมาจ่ายให้แรงงาน หรือการอำนวยความสะดวกในการจ้างแรงงาน ไม่ถือเป็นการให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน

ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจลักษณะดังกล่าวจึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ฐ) แห่งประมวลรัษฎากร และต้องเสีย VAT ตามกฎหมายเมื่อมีรายรับถึงเกณฑ์ที่กำหนด

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การตีความข้อยกเว้นภาษีต้องพิจารณาจากลักษณะทางกฎหมายที่แท้จริงของกิจการ ไม่ใช่เพียงชื่อเรียกหรือความเกี่ยวข้องกับแรงงานเท่านั้น