ทนายเอ๊กซ์.com
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
กลับหน้าบทความ

ภาระการพิสูจน์ในคดีภาษีอากร

คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า บริษัท บ.เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีรายพิพาททั้งสามฉบับหรือไม่ และออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวโจทก์กล่าวอ้างโจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ แต่โจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน จึงฟังไม่ได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 84 ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันในวันชี้สองสถานฟังได้แต่เพียงว่าบริษัท บ.ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มประจำเดือนธันวาคม 2539 เท่านั้น แต่จำเลยทั้งสี่ปฏิเสธว่าใบกำกับภาษีรายพิพาททั้งสามฉบับซึ่งออกโดยบริษัทดังกล่าวนั้น บริษัทดังกล่าวไม่มีตัวตน ไม่มีสถานประกอบการและไม่มีการให้บริการจริง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ เมื่อโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุน โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

# มีใบกำกับภาษีอย่างเดียวไม่พอ! บทเรียนจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2543

ใบกำกับภาษีถูกต้องหรือไม่ ใครต้องพิสูจน์?

ผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าใจว่า

หากมีใบกำกับภาษีอยู่ในมือแล้ว ย่อมสามารถนำภาษีซื้อไปเครดิตภาษีได้ทันที

แต่ในความเป็นจริง

หากกรมสรรพากรโต้แย้งว่าใบกำกับภาษีนั้นออกโดยผู้ไม่มีตัวตน หรือไม่มีการซื้อขายจริง

ผู้เสียภาษีอาจต้องพิสูจน์มากกว่าเพียงการนำใบกำกับภาษีมาแสดง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2543 เป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่ยืนยันหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจน

---

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์นำใบกำกับภาษีจำนวน 3 ฉบับมาใช้เป็นหลักฐานทางภาษี

โดยอ้างว่าออกโดยบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม

กรมสรรพากรโต้แย้งว่า

แม้บริษัทดังกล่าวจะมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบภาษีไว้ก็ตาม

แต่ในความเป็นจริง

* ไม่มีสถานประกอบการจริง
* ไม่มีการดำเนินธุรกิจจริง
* ไม่มีการให้บริการตามที่ระบุในใบกำกับภาษี

จึงเห็นว่าใบกำกับภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

---

ประเด็นสำคัญของคดี

ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า

> บริษัทผู้ออกใบกำกับภาษีมีตัวตนและมีการประกอบกิจการจริงหรือไม่

และ

> ใบกำกับภาษีที่โจทก์นำมาใช้เป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

---

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า

ผู้ที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด

ผู้นั้นมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น

ในคดีนี้

โจทก์เป็นฝ่ายอ้างว่า

* บริษัทดังกล่าวเป็นผู้ออกใบกำกับภาษี
* ใบกำกับภาษีออกโดยชอบ
* สามารถนำมาใช้ทางภาษีได้

ดังนั้น

ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่กับโจทก์

---

ปัญหาสำคัญที่ทำให้โจทก์แพ้คดี

แม้โจทก์จะมีใบกำกับภาษีอยู่ในมือ

แต่โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนว่า

* มีการซื้อขายจริง
* มีการให้บริการจริง
* บริษัทผู้ออกใบกำกับภาษีมีตัวตนจริง
* มีสถานประกอบการจริง
* มีการดำเนินธุรกิจจริง

เมื่อไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน

ศาลจึงไม่อาจรับฟังตามที่โจทก์กล่าวอ้างได้

และถือว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ตนอ้างได้สำเร็จ

---

หลักกฎหมายสำคัญที่ได้จากคดีนี้

### 1. ใบกำกับภาษีไม่ใช่หลักฐานเด็ดขาดเสมอไป

แม้จะมีใบกำกับภาษี

แต่หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้อง

ผู้เสียภาษีอาจต้องพิสูจน์เพิ่มเติมว่า

ธุรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

---

### 2. ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์

หากผู้เสียภาษีอ้างสิทธิในการใช้ภาษีซื้อ

หรืออ้างว่าใบกำกับภาษีถูกต้อง

ผู้เสียภาษีย่อมมีภาระในการนำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าว

---

### 3. การจดทะเบียน VAT อย่างเดียวไม่เพียงพอ

การที่ผู้ขาย

* มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
* จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
* เคยยื่นแบบภาษี

ไม่ได้หมายความว่าใบกำกับภาษีทุกฉบับที่ออกจะถูกต้องตามกฎหมายเสมอไป

หากไม่มีการประกอบธุรกิจจริง

หรือไม่มีการให้บริการจริง

ใบกำกับภาษีนั้นอาจถูกปฏิเสธได้

---

บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ

ในทางปฏิบัติ

ผู้ประกอบการไม่ควรเก็บเพียงใบกำกับภาษีเท่านั้น

แต่ควรเก็บเอกสารประกอบธุรกรรมอื่น ๆ ด้วย เช่น

* สัญญาจ้าง
* ใบเสนอราคา
* ใบสั่งซื้อ
* หลักฐานการส่งมอบงาน
* หลักฐานการชำระเงิน
* รายงานการปฏิบัติงาน
* หนังสือรับรองการส่งมอบงาน

เอกสารเหล่านี้จะช่วยพิสูจน์ได้ว่า

มีการซื้อขายหรือให้บริการจริง

หากภายหลังถูกตรวจสอบโดยกรมสรรพากร

---

สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2543 วางหลักสำคัญว่า

> ผู้ที่อ้างสิทธิทางภาษีจากใบกำกับภาษี มีหน้าที่พิสูจน์ว่าใบกำกับภาษีนั้นออกโดยผู้ประกอบการที่มีตัวตนจริง และมีธุรกรรมเกิดขึ้นจริง

การมีใบกำกับภาษีเพียงอย่างเดียว

อาจไม่เพียงพอหากถูกโต้แย้งว่าธุรกรรมนั้นไม่มีอยู่จริง

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรจัดเก็บเอกสารประกอบธุรกรรมทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการตรวจสอบของกรมสรรพากรในอนาคต

เพราะในคดีภาษีอากร

> "ผู้ที่อ้างสิทธิ ต้องพร้อมพิสูจน์สิทธินั้นเสมอ"