ลดทุนบริษัท หุ้นหายไป แต่ยังหักภาษีไม่ได้! บทเรียนจากฎีกา 5897/2550
ลดทุนแล้วขาดทุนทันที นำมาหักภาษีได้หรือไม่?
หลายบริษัทที่ลงทุนถือหุ้นในกิจการอื่น อาจเคยเจอสถานการณ์ที่บริษัทที่เข้าไปลงทุนมีผลขาดทุนสะสมจำนวนมาก จนต้องดำเนินการ "ลดทุนจดทะเบียน" เพื่อล้างผลขาดทุนสะสม
คำถามสำคัญคือ
เมื่อจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ถูกลดลง ทำให้มูลค่าเงินลงทุนลดลง บริษัทสามารถนำมูลค่าที่หายไปนั้นมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ทันทีหรือไม่?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5897/2550 ให้คำตอบไว้อย่างชัดเจนว่า
"ยังหักไม่ได้"
ข้อเท็จจริงของคดี
บริษัทผู้เสียภาษีลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทหนึ่งจำนวนกว่า 16 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท คิดเป็นเงินลงทุนกว่า 161 ล้านบาท
ต่อมาบริษัทที่ลงทุนอยู่ประสบภาวะขาดทุนสะสม จึงดำเนินการลดทุนจดทะเบียนโดยการลดจำนวนหุ้น
ผลคือ จำนวนหุ้นที่ผู้เสียภาษีถืออยู่ลดลงกว่า 5 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 53 ล้านบาท
บริษัทจึงนำจำนวนเงิน 53 ล้านบาทดังกล่าวไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง
แต่กรมสรรพากรไม่เห็นด้วย และประเมินภาษีเพิ่มเติม
คดีจึงขึ้นสู่ศาลฎีกา
ประเด็นสำคัญ
เงินลงทุนในหุ้นที่ลดลงจากการลดทุนของบริษัทที่ลงทุนอยู่
ถือเป็น
รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว หรือ
เป็นเพียงมูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงทางบัญชี
หากเป็นรายจ่ายจริง ย่อมหักภาษีได้
แต่หากเป็นเพียงมูลค่าทรัพย์สินที่ลดลง ก็อาจเข้าข้อห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (17)
ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร
ศาลฎีกาวางหลักว่า
มาตรา 65 ตรี (17) มีเจตนารมณ์ห้ามมิให้นิติบุคคลนำ
"ค่าของทรัพย์สินที่ตีราคาต่ำลง"
มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ
เพราะยังไม่ใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง
ในคดีนี้ แม้จำนวนหุ้นจะลดลง แต่ผู้ถือหุ้นยังคงมีหุ้นส่วนที่เหลืออยู่
และยังสามารถขายหุ้นดังกล่าวได้ในอนาคต
ดังนั้น ความเสียหายที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้นแน่นอน
ยังไม่อาจทราบได้ว่าท้ายที่สุดผู้ลงทุนจะขาดทุนจริงเท่าใด
หลักคิดสำคัญของศาล
ศาลมองว่า
การลดทุนโดย
ลดมูลค่าหุ้น หรือ
ลดจำนวนหุ้น
มีผลทางเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกัน
คือทำให้มูลค่าการลงทุนโดยรวมลดลง
แต่ยังไม่ได้ทำให้เกิด "รายจ่ายจริง"
ตราบใดที่ยังไม่ได้ขายหุ้นออกไป
เพราะผลกำไรหรือขาดทุนที่แท้จริงจะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีการจำหน่ายหุ้นนั้นแล้ว
ทำไมศาลไม่รับฟังว่าหุ้นบางส่วนหายไปแล้ว?
ผู้เสียภาษีโต้แย้งว่า
หุ้นที่ถูกตัดออกจากการลดทุนได้หายไปโดยถาวร
จึงถือว่าขาดทุนแน่นอนแล้ว
แต่ศาลเห็นว่า
แม้จำนวนหุ้นจะลดลง
ผู้ถือหุ้นยังคงถือหุ้นส่วนที่เหลืออยู่ในสัดส่วนเดิม
และยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนหรือขายหุ้นในอนาคต
จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าขาดทุนจริงเท่าใด
ผลเสียหายจึงยังไม่แน่นอน
เปรียบเทียบกับกรณีเลิกกิจการ
ศาลยกตัวอย่างว่า
หากบริษัทที่ลงทุนอยู่เลิกกิจการโดยสิ้นเชิง
และหุ้นไม่มีมูลค่าเหลืออยู่เลย
กรณีนั้นอาจถือได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นจริงแล้ว
เพราะไม่มีโอกาสได้รับเงินคืนจากการลงทุนอีก
ซึ่งแตกต่างจากกรณีลดทุนในคดีนี้
ที่ยังมีหุ้นเหลืออยู่และยังสามารถขายได้ในอนาคต
บทเรียนภาษีที่ธุรกิจควรรู้
ฎีกาฉบับนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า
"การขาดทุนทางบัญชี ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปหักภาษีได้ทันที"
สำหรับทรัพย์สินลงทุน เช่น
หุ้น
หลักทรัพย์
เงินลงทุนระยะยาว
สินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่สินค้า
หากเพียงแค่มูลค่าลดลง หรือถูกปรับลดทางบัญชี
แต่ยังไม่มีการขายหรือจำหน่ายจริง
โดยหลักแล้วยังไม่ถือเป็นรายจ่ายที่หักภาษีได้
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5897/2550 วางหลักว่า
การลดทุนของบริษัทที่ทำให้ผู้ถือหุ้นมีจำนวนหุ้นลดลงและมูลค่าเงินลงทุนลดลงนั้น เป็นเพียงการที่มูลค่าทรัพย์สินลดลง ยังไม่ใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง
ตราบใดที่ยังไม่ได้ขายหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมด
ผู้ถือหุ้นยังไม่สามารถนำมูลค่าหุ้นที่ลดลงดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้
เพราะเข้าลักษณะเป็น "ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง" อันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (17)
ดังนั้น ผู้ประกอบการที่มีเงินลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ระยะยาว ควรแยกให้ออกระหว่าง "ขาดทุนทางบัญชี" กับ "ขาดทุนทางภาษี" เพราะทั้งสองเรื่องไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป