ทนายเอ๊กซ์.com
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
กลับหน้าบทความ

ลดทุนบริษัท หุ้นหายไป แต่ยังหักภาษีไม่ได้! บทเรียนจากฎีกา 5897/2550

04/06/2026

ลดทุนแล้วขาดทุนทันที นำมาหักภาษีได้หรือไม่?

หลายบริษัทที่ลงทุนถือหุ้นในกิจการอื่น อาจเคยเจอสถานการณ์ที่บริษัทที่เข้าไปลงทุนมีผลขาดทุนสะสมจำนวนมาก จนต้องดำเนินการ "ลดทุนจดทะเบียน" เพื่อล้างผลขาดทุนสะสม

คำถามสำคัญคือ

เมื่อจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ถูกลดลง ทำให้มูลค่าเงินลงทุนลดลง บริษัทสามารถนำมูลค่าที่หายไปนั้นมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ทันทีหรือไม่?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5897/2550 ให้คำตอบไว้อย่างชัดเจนว่า

"ยังหักไม่ได้"

ข้อเท็จจริงของคดี

บริษัทผู้เสียภาษีลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทหนึ่งจำนวนกว่า 16 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท คิดเป็นเงินลงทุนกว่า 161 ล้านบาท

ต่อมาบริษัทที่ลงทุนอยู่ประสบภาวะขาดทุนสะสม จึงดำเนินการลดทุนจดทะเบียนโดยการลดจำนวนหุ้น

ผลคือ จำนวนหุ้นที่ผู้เสียภาษีถืออยู่ลดลงกว่า 5 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 53 ล้านบาท

บริษัทจึงนำจำนวนเงิน 53 ล้านบาทดังกล่าวไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง

แต่กรมสรรพากรไม่เห็นด้วย และประเมินภาษีเพิ่มเติม

คดีจึงขึ้นสู่ศาลฎีกา

ประเด็นสำคัญ

เงินลงทุนในหุ้นที่ลดลงจากการลดทุนของบริษัทที่ลงทุนอยู่

ถือเป็น

รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว หรือ
เป็นเพียงมูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงทางบัญชี

หากเป็นรายจ่ายจริง ย่อมหักภาษีได้

แต่หากเป็นเพียงมูลค่าทรัพย์สินที่ลดลง ก็อาจเข้าข้อห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (17)

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร

ศาลฎีกาวางหลักว่า

มาตรา 65 ตรี (17) มีเจตนารมณ์ห้ามมิให้นิติบุคคลนำ

"ค่าของทรัพย์สินที่ตีราคาต่ำลง"

มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

เพราะยังไม่ใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

ในคดีนี้ แม้จำนวนหุ้นจะลดลง แต่ผู้ถือหุ้นยังคงมีหุ้นส่วนที่เหลืออยู่

และยังสามารถขายหุ้นดังกล่าวได้ในอนาคต

ดังนั้น ความเสียหายที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้นแน่นอน

ยังไม่อาจทราบได้ว่าท้ายที่สุดผู้ลงทุนจะขาดทุนจริงเท่าใด

หลักคิดสำคัญของศาล

ศาลมองว่า

การลดทุนโดย

ลดมูลค่าหุ้น หรือ
ลดจำนวนหุ้น

มีผลทางเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกัน

คือทำให้มูลค่าการลงทุนโดยรวมลดลง

แต่ยังไม่ได้ทำให้เกิด "รายจ่ายจริง"

ตราบใดที่ยังไม่ได้ขายหุ้นออกไป

เพราะผลกำไรหรือขาดทุนที่แท้จริงจะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีการจำหน่ายหุ้นนั้นแล้ว

ทำไมศาลไม่รับฟังว่าหุ้นบางส่วนหายไปแล้ว?

ผู้เสียภาษีโต้แย้งว่า

หุ้นที่ถูกตัดออกจากการลดทุนได้หายไปโดยถาวร

จึงถือว่าขาดทุนแน่นอนแล้ว

แต่ศาลเห็นว่า

แม้จำนวนหุ้นจะลดลง

ผู้ถือหุ้นยังคงถือหุ้นส่วนที่เหลืออยู่ในสัดส่วนเดิม

และยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนหรือขายหุ้นในอนาคต

จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าขาดทุนจริงเท่าใด

ผลเสียหายจึงยังไม่แน่นอน

เปรียบเทียบกับกรณีเลิกกิจการ

ศาลยกตัวอย่างว่า

หากบริษัทที่ลงทุนอยู่เลิกกิจการโดยสิ้นเชิง

และหุ้นไม่มีมูลค่าเหลืออยู่เลย

กรณีนั้นอาจถือได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นจริงแล้ว

เพราะไม่มีโอกาสได้รับเงินคืนจากการลงทุนอีก

ซึ่งแตกต่างจากกรณีลดทุนในคดีนี้

ที่ยังมีหุ้นเหลืออยู่และยังสามารถขายได้ในอนาคต

บทเรียนภาษีที่ธุรกิจควรรู้

ฎีกาฉบับนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า

"การขาดทุนทางบัญชี ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปหักภาษีได้ทันที"

สำหรับทรัพย์สินลงทุน เช่น

หุ้น
หลักทรัพย์
เงินลงทุนระยะยาว
สินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่สินค้า

หากเพียงแค่มูลค่าลดลง หรือถูกปรับลดทางบัญชี

แต่ยังไม่มีการขายหรือจำหน่ายจริง

โดยหลักแล้วยังไม่ถือเป็นรายจ่ายที่หักภาษีได้

สรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5897/2550 วางหลักว่า

การลดทุนของบริษัทที่ทำให้ผู้ถือหุ้นมีจำนวนหุ้นลดลงและมูลค่าเงินลงทุนลดลงนั้น เป็นเพียงการที่มูลค่าทรัพย์สินลดลง ยังไม่ใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

ตราบใดที่ยังไม่ได้ขายหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมด

ผู้ถือหุ้นยังไม่สามารถนำมูลค่าหุ้นที่ลดลงดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้

เพราะเข้าลักษณะเป็น "ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง" อันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (17)

ดังนั้น ผู้ประกอบการที่มีเงินลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ระยะยาว ควรแยกให้ออกระหว่าง "ขาดทุนทางบัญชี" กับ "ขาดทุนทางภาษี" เพราะทั้งสองเรื่องไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป