ทนายเอ๊กซ์.com
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
กลับหน้าบทความ

เงินชดเชยเลิกสัญญาเช่า ต้องเสีย VAT หรือไม่? บทเรียนจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2561

เงินที่เรียกว่า “ค่าชดเชย” อาจไม่ใช่ค่าเสียหายเสมอไป

ในทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มักพบกรณีที่ผู้เช่ารายเดิมยอมเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนด เพื่อเปิดทางให้ผู้เช่ารายใหม่เข้ามาใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน

หลายครั้งผู้เช่ารายเดิมได้รับเงินตอบแทนจำนวนมาก จึงเกิดคำถามสำคัญว่า

เงินดังกล่าวเป็น "ค่าเสียหาย" ที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเป็น "ค่าบริการ" ที่ต้องนำมารวมเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2561 ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนในประเด็นนี้

ข้อเท็จจริงของคดี

บริษัทแห่งหนึ่งเช่าที่ดินระยะยาวเพื่อประกอบกิจการตลาดสด และให้บริการเกี่ยวกับน้ำประปา ไฟฟ้า บริการส่วนกลาง เก็บขยะ และทำความสะอาด

ต่อมาบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) มีความประสงค์จะเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อดำเนินธุรกิจของตน

จึงมีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่าง

เจ้าของที่ดิน
ผู้เช่ารายเดิม
ผู้เช่ารายใหม่

โดยกำหนดให้ผู้เช่ารายเดิมดำเนินการ

จัดการให้ผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยเดิมออกจากพื้นที่
รื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง
ส่งมอบพื้นที่ให้พร้อมใช้งาน
และยอมเลิกสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดิน

เพื่อเปิดทางให้ผู้เช่ารายใหม่เข้ามาเช่าพื้นที่แทน

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว ผู้เช่ารายเดิมได้รับเงินตอบแทนรวม 90 ล้านบาท

ผู้เสียภาษีอ้างว่าเป็น “ค่าเสียหาย”

ผู้เช่ารายเดิมต่อสู้ว่า

เงิน 90 ล้านบาทดังกล่าวเป็นเพียงเงินชดเชยหรือค่าเสียหายจากการเลิกสัญญาเช่า

จึงไม่ใช่ค่าบริการและไม่ควรอยู่ในฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม

แต่กรมสรรพากรเห็นต่าง

โดยเห็นว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนที่ได้รับจากการกระทำบางอย่างที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และอยู่ในลักษณะของการให้บริการ

จึงต้องเสีย VAT

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร

ศาลฎีกาพิจารณาข้อความในบันทึกข้อตกลงอย่างละเอียด

พบว่าบริษัทไม่ได้รับเงินเพียงเพราะยอมเลิกสัญญาเช่าเท่านั้น

แต่ได้รับเงินเพื่อดำเนินการหลายประการ ได้แก่

จัดการให้ผู้เช่าเดิมออกจากพื้นที่
รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง
เคลียร์พื้นที่ให้พร้อมใช้งาน
ยอมเลิกสัญญาเช่า
เปิดทางให้ผู้เช่ารายใหม่เข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดิน

ศาลจึงเห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวมิใช่ค่าเสียหาย

แต่เป็นค่าตอบแทนสำหรับการกระทำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

และถือเป็นการให้บริการตามประมวลรัษฎากร

หลักสำคัญที่ศาลวางไว้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

การที่ผู้ประกอบการได้รับเงินตอบแทนเพื่อดำเนินการจัดการพื้นที่ รื้อถอนอาคาร จัดการผู้เช่าเดิม และยอมเลิกสัญญาเช่า เพื่อให้บุคคลอื่นสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินได้

ถือเป็น

“การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์และมีมูลค่า ซึ่งมิใช่การขายสินค้า”

อันเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร

ดังนั้น เงินตอบแทนดังกล่าวจึงอยู่ในฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม

เหตุใดจึงไม่ถือเป็นค่าเสียหาย

ศาลให้เหตุผลสำคัญว่า

หากเป็นค่าเสียหายจริง ย่อมต้องเกิดจากการผิดสัญญาหรือการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

แต่ในคดีนี้

คู่สัญญาทั้งหมดต่างตกลงกันโดยสมัครใจ

ไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา

และในข้อตกลงยังระบุด้วยว่าแต่ละฝ่ายจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือสิทธิเรียกร้องใด ๆ ต่อกัน

จึงไม่อาจตีความว่าเงิน 90 ล้านบาทเป็นค่าเสียหายได้

ในทางกลับกัน เงินดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนที่จ่ายเพื่อให้เกิดผลทางธุรกิจตามที่ผู้เช่ารายใหม่ต้องการ

บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ

คดีนี้แสดงให้เห็นว่า

การตั้งชื่อเงินที่ได้รับว่า

ค่าชดเชย
ค่าเสียหาย
ค่าบอกเลิกสัญญา
เงินช่วยเหลือ
เงินตอบแทนพิเศษ

ไม่ได้เป็นตัวกำหนดผลทางภาษี

สิ่งที่สำคัญคือ

“เนื้อหาที่แท้จริงของธุรกรรม”

หากผู้รับเงินต้องดำเนินการบางอย่าง ตอบสนองผลประโยชน์ของผู้จ่ายเงิน หรือเปิดทางให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจแก่บุคคลอื่น

เงินดังกล่าวอาจถูกตีความเป็นค่าบริการและต้องเสีย VAT ได้

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2561 วางหลักสำคัญว่า

“เงินที่ได้รับเพื่อตอบแทนการดำเนินการให้ผู้เช่าเดิมออกจากพื้นที่ รื้อถอนอาคาร ส่งมอบพื้นที่ และยอมเลิกสัญญาเช่า เพื่อเปิดทางให้ผู้เช่ารายใหม่เข้ามาใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน ถือเป็นค่าบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม”

ศาลจะพิจารณาจากสาระสำคัญของธุรกรรม ไม่ใช่ชื่อเรียกของเงินที่คู่สัญญาตั้งไว้

ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิการเช่า การเลิกสัญญาเช่า หรือการรับค่าตอบแทนจากการจัดการสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ควรวิเคราะห์ผลทางภาษีอย่างรอบคอบ เพราะเงินที่เข้าใจว่าเป็น “ค่าเสียหาย” อาจกลายเป็น “ค่าบริการ” ที่ต้องเสีย VAT ได้ในที่สุด