เงินสนับสนุนทางการตลาด ต้องเสีย VAT หรือไม่? บทเรียนสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2561
เมื่อได้รับเงินสนับสนุนจากคู่ค้า ต้องนำมาคิด VAT เสมอหรือไม่
ในการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการจำนวนมากได้รับเงินสนับสนุนจากเจ้าของสินค้า ผู้ผลิต หรือคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นเงินสนับสนุนการตลาด เงินส่งเสริมการขาย เงินประชาสัมพันธ์สินค้า หรือเงินช่วยขยายตลาด
คำถามสำคัญคือ เงินดังกล่าวถือเป็นค่าตอบแทนจากการให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2561 ได้วางหลักกฎหมายที่สำคัญไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องพิจารณาให้ได้ก่อนว่า เงินที่ได้รับนั้นเป็น "ค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือให้บริการ" หรือเป็นเพียง "การให้เปล่า" ที่ไม่มีภาระผูกพันให้ผู้รับต้องกระทำการตอบแทน
หากเป็นเพียงการให้เปล่า เงินดังกล่าวอาจไม่อยู่ในฐานภาษีมูลค่าเพิ่มเลย
ข้อเท็จจริงของคดี
บริษัทแห่งหนึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทต่างประเทศเจ้าของสินค้า เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย
บริษัทผู้รับเงินเข้าใจว่าเงินดังกล่าวเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงออกใบกำกับภาษีและนำภาษีขายไปรวมในแบบ ภ.พ.30 พร้อมขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนเกินในภายหลัง
ต่อมาเจ้าพนักงานสรรพากรตรวจสอบและเห็นว่า เงินสนับสนุนดังกล่าวไม่ได้เป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ จึงไม่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อไม่ใช่รายการที่ต้องเสีย VAT บริษัทจึงไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีสำหรับรายการดังกล่าว และไม่มีสิทธิขอคืนภาษีตามที่ยื่นไว้
คดีจึงเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา
หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาพิจารณาประมวลรัษฎากร มาตรา 79 ซึ่งกำหนดว่า
ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเป็นมูลค่าที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการเท่านั้น
แม้มาตรา 79 จะบัญญัติให้รวมเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้ แต่สิ่งเหล่านั้นต้องมีความเกี่ยวข้องกับการขายสินค้าหรือการให้บริการก่อน
ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าเงินสนับสนุนที่บริษัทได้รับจากเจ้าของสินค้าเป็นเพียงการให้เงินสนับสนุน มิใช่ค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ
ดังนั้น เงินดังกล่าวจึงไม่อยู่ในฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม
ไม่ต้องเสีย VAT แต่กลับมีปัญหาภาษีได้อย่างไร
ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ
แม้เงินสนับสนุนจะไม่ต้องเสีย VAT แต่บริษัทกลับออกใบกำกับภาษีสำหรับรายการดังกล่าว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะออกใบกำกับภาษีได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายให้อำนาจเท่านั้น
เมื่อรายการดังกล่าวไม่ใช่การขายสินค้าหรือให้บริการ บริษัทจึงไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี
ผลคือ บริษัทต้องรับผิดตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดว่า ผู้ใดออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน
กล่าวง่าย ๆ คือ
แม้ธุรกรรมจะไม่ต้องเสีย VAT แต่หากออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิ ผู้ประกอบการก็ยังอาจต้องรับผิดทางภาษีจากใบกำกับภาษีที่ตนเองออกไว้
ศาลมองเรื่อง "ความเสียหายต่อระบบภาษี"
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทอ้างว่าไม่ได้ส่งมอบใบกำกับภาษีให้คู่ค้า จึงยังไม่เกิดความเสียหายแก่รัฐ
แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย
ศาลวินิจฉัยว่า ความเสียหายเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่มีการออกใบกำกับภาษี บันทึกรายงานภาษีขาย และนำรายการดังกล่าวไปคำนวณในแบบ ภ.พ.30
การกระทำดังกล่าวส่งผลต่อระบบเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มและการคำนวณภาษีในเดือนต่อ ๆ ไป
ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีการทุจริตหรือมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นก็เพียงพอที่จะถือว่าเป็นความเสียหายต่อระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว
ประเด็นที่ผู้ประกอบการควรระวัง
จากคำพิพากษานี้ ผู้ประกอบการควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนว่าเงินที่ได้รับมีลักษณะเป็น
ค่าตอบแทนจากการขายสินค้า
ค่าตอบแทนจากการให้บริการ
เงินอุดหนุนหรือเงินสนับสนุน
เงินช่วยเหลือทางการตลาด
เงินชดเชยหรือเงินช่วยส่งเสริมการขาย
เพราะแต่ละกรณีอาจมีผลทาง VAT แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
การออกใบกำกับภาษีโดยอาศัยความเข้าใจว่า "ได้เงินมาแล้วต้องออก VAT เสมอ" อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และก่อให้เกิดภาระภาษีที่ไม่จำเป็นตามมาได้
บทสรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2561 วางหลักสำคัญว่า
"เงินสนับสนุนทางการตลาดที่ไม่ได้เป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่อยู่ในฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม"
อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการออกใบกำกับภาษีสำหรับรายการดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย แม้จะไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ก็อาจต้องรับผิดตามมาตรา 86/13 ได้
ดังนั้น ก่อนออกใบกำกับภาษีหรือคำนวณ VAT สำหรับเงินสนับสนุนทุกประเภท ควรวิเคราะห์ลักษณะทางกฎหมายของเงินที่ได้รับให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะการเสียภาษีผิดประเภท อาจก่อให้เกิดปัญหาทางภาษีมากกว่าการไม่เสียภาษีเสียอีก