เมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ต้องออกหนังสือรับรองให้ถูกคน! บทเรียนจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2561
ภาษีถูกหักไปแล้ว แต่ไม่มีหนังสือรับรอง จะทำอย่างไร?
ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติอยู่เสมอ คือ ผู้มีรายได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว แต่กลับไม่ได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (หนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย) หรือมีการออกเอกสารให้แก่บุคคลอื่นแทน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2561 เป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า
> หากผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่ายจากรายได้ของผู้รับเงินจริงแล้ว ย่อมมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้มีรายได้ตัวจริง ไม่อาจออกให้บุคคลอื่นแทนได้
---
ข้อเท็จจริงของคดี
โจทก์เป็นตัวแทนประกันวินาศภัย ได้หาลูกค้าประกันภัยส่งให้แก่บริษัทประกันภัย (จำเลย)
ในปีภาษี 2552 โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินงานดังกล่าวรวมประมาณ 2.89 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
* ค่านายหน้า 2,697,372.42 บาท
* ค่าจัดเก็บเบี้ยประกันภัย 126,980.51 บาท
* เงินส่งเสริมการขาย 69,473.68 บาท
ปัญหาเกิดขึ้นตรงที่
จำเลยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้โจทก์เฉพาะค่าจัดเก็บเบี้ยประกันภัยและเงินส่งเสริมการขายเท่านั้น
ส่วนค่านายหน้ากว่า 2.69 ล้านบาท กลับไปออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่บริษัทอีกแห่งหนึ่ง คือ บริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด
โจทก์จึงฟ้องศาล ขอให้จำเลยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องให้แก่ตน
---
ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย
คำถามสำคัญคือ
> เมื่อจำเลยหักภาษี ณ ที่จ่ายจากรายได้ของโจทก์แล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้โจทก์หรือไม่
---
ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร
ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า
แม้จำเลยจะอ้างว่ามีการวางโครงสร้างทางธุรกิจผ่านบริษัทโบรกเกอร์เซ็นเตอร์ จำกัด และได้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่บริษัทดังกล่าวไปแล้ว
แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า
* โจทก์เป็นผู้หาลูกค้าประกันภัยจริง
* โจทก์เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากค่านายหน้าจริง
* จำเลยได้หักเงินจำนวนหนึ่งจากรายได้ของโจทก์เพื่อส่งเป็นภาษีให้กรมสรรพากรจริง
ดังนั้น
ผู้ที่ถูกหักภาษีจริงคือโจทก์
จำเลยจึงต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์
ไม่ใช่ออกให้บุคคลอื่น
---
ศาลมองเรื่อง "การวางแผนภาษี" อย่างไร
ประเด็นที่น่าสนใจมากในคดีนี้ คือ จำเลยอ้างว่าเป็นการบริหารหรือวางแผนภาษี
แต่ศาลฎีกาเห็นว่า
การนำรายได้ของบุคคลธรรมดาไปออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในนามนิติบุคคลอื่น
ส่งผลให้
* รายได้ของบุคคลธรรมดาปรากฏต่ำกว่าความเป็นจริง
* ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องชำระอาจลดลง
* ระบบภาษีขาดความถูกต้อง
จึงไม่ใช่วิธีการวางแผนภาษีที่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลย้ำว่า ต้องพิจารณาจากผู้ได้รับรายได้ที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงรูปแบบเอกสารที่จัดทำขึ้นภายในองค์กร
---
หลักกฎหมายสำคัญจากคดีนี้
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้วางหลักสำคัญไว้ว่า
### 1. ผู้รับรายได้จริง ต้องได้รับหนังสือรับรองภาษี
หากผู้จ่ายเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายจากรายได้ของใคร
บุคคลนั้นต้องได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
ไม่สามารถออกให้บุคคลอื่นแทนได้
### 2. ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจสำคัญกว่ารูปแบบเอกสาร
แม้จะมีการจัดทำเอกสารภายในหรือโครงสร้างทางธุรกิจบางอย่าง
แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุคคลใดเป็นผู้ได้รับรายได้จริง
บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้มีสิทธิในหนังสือรับรองภาษี
### 3. การวางแผนภาษีต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
การจัดโครงสร้างที่ทำให้รายได้ของผู้มีเงินได้ตัวจริงไม่ปรากฏในระบบภาษี
อาจถูกศาลมองว่าไม่ใช่การวางแผนภาษีที่ชอบด้วยกฎหมาย
---
ข้อคิดสำหรับผู้ประกอบธุรกิจและตัวแทนขาย
ผู้ประกอบธุรกิจจำนวนมากใช้รูปแบบนายหน้า ตัวแทนขาย หรือตัวแทนประกัน
คดีนี้แสดงให้เห็นว่า
การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายต้องสอดคล้องกับผู้มีรายได้ที่แท้จริง
หากออกเอกสารผิดคน แม้จะมีเหตุผลทางธุรกิจหรือเหตุผลด้านภาษีรองรับ ก็อาจถูกฟ้องร้องและถูกบังคับให้แก้ไขเอกสารได้
---
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2561 ยืนยันหลักการสำคัญของระบบภาษีว่า
> "เมื่อมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากรายได้ของผู้ใด ผู้จ่ายเงินย่อมมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้มีรายได้ผู้นั้น"
การออกเอกสารภาษีให้แก่บุคคลอื่นแทนผู้มีรายได้จริง แม้อ้างว่าเป็นการบริหารภาษีหรือการจัดโครงสร้างธุรกิจ ก็ไม่อาจลบล้างข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับรายได้ตัวจริงได้
คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการตีความเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย การวางแผนภาษี และการจัดทำเอกสารภาษีให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย